back to writings
#AI#reflection#lifeHuman2025-09-26·17 min read

อย่ามัวแต่หาบริษัทที่ตอบโจทย์เรา เพราะเราสามารถช่วยสร้างบริษัทที่มันตอบโจทย์เราได้

อย่ามัวแต่หาบริษัทที่ตอบโจทย์เรา เพราะเราสามารถช่วยสร้างบริษัทที่มันตอบโจทย์เราได้

เมื่อวานนี้ (25 Sep 2025) เป็นวันแรกที่ RealSmart เริ่มเข้าเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ และนับเป็นเวลากว่า 8 ปีที่ผมทำงานที่ RealSmart ทำมาตั้งแต่มีพนักงานทั้งบริษัท 10 กว่าคน จนตอนนี้มีกว่า 200+

ความรู้สึกคือดีใจ รู้สึกพราวมากที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทโตมาถึงจุดนี้ ยิ่งมาอยู่ในบรรยากาศในงานเปิดตัวยิ่งรู้สึกโคตรดี

ตั้งแต่เริ่มมาทำงานที่ RealSmart ได้ทำเนื้องานหลายอย่างมาก ตั้งแต่ Data Analytics, Social Listening, MarTech, Crisis Management, Marketing, PR, Sale Support, Innovator, Project Owner, Product Owner, Project Management, AI

ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้คุย ได้เจอกับลูกค้าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์เกิน 100 บริษัท เมื่อกี้ผมลองนับเล่นๆ เฉพาะใน SET50 ก็มีถึง 35 บริษัทแล้วที่มีทั้ง เป็นลูกค้าอยู่, เคยทำงานด้วยกัน, เคยประชุมด้วยกัน หรือเคยมีโอกาสได้เสนองานด้วย

คิดว่างานที่ทำอยู่เป็นโอกาสที่ดีมากที่ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย และได้พูดคุยกับคนเก่งๆ จากหลายอุตสาหกรรมเยอะขนาดนี้

หลักคิดในการเลือกบริษัทที่จะทำงานด้วย

ตัวผมเองก็เคยทำงานประจำมาหลายบริษัท พอถึงจุดหนึ่งที่เราตกผลึกกับตัวเอง ผมคิดว่า ส่วนตัวผมเองมีหลักคิดที่ใช้ในการเลือกบริษัทที่เราจะทำงานด้วย

ผลตอบแทนพอใจ คนให้คุณค่า รู้สึกว่ามีความสุข

  1. ผลตอบแทนพอใจ — คือเรามีรายได้ที่เรารู้สึกพอใจ ว่ากันตามจริงเราก็ต้องอยากได้รายได้เยอะๆอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าอย่าไปคิดมากขนาดนั้น หลักๆคือเรารู้สึกพอใจที่ได้อยู่มั้ย ถ้าพอใจมันโอเคแล้ว ไม่ต้องคิดเยอะ

  2. คนให้คุณค่า — คือเวลาที่ผมทำงานอะไรก็ตาม ผมชอบความรู้สึกที่ว่าสิ่งที่เราทำมันมี Value มันมี Impact กับบริษัท หรือกับลูกค้า ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราทำเป็นแบบมันจะมีหรือไม่มีก็ได้ ผมรู้สึกว่าถ้าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่าและมีคนให้ความสำคัญ แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าใช่

  3. รู้สึกว่ามีความสุข — คือมันไม่ได้จำเป็นต้องเฮฮาปาร์ตี้ รู้สึกสนุก หรือมีความสุขตลอด สำหรับผมคือมองเป็นโดยรวมว่าเรารู้สึกแฮปปี้ดีกับงานอยู่ใช่ป่าว ยังรู้สึกสบายใจกับการคิดถึงงานตลอดเวลาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันรึเปล่า ถ้าคิดถึงงานตลอดแล้วไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร แบบนี้สำหรับผมก็ถือว่ามีความสุขแล้ว

หลักคิดในการช่วยทำให้บริษัทเป็นแบบที่ตอบโจทย์เรา

แต่ในโพสต์นี้ที่ผมเขียน อย่างที่ผมจั่วหัวไว้ตั้งแต่ต้น ผมไม่ได้อยากเขียนในเชิงว่าเราจะหางานหรือบริษัทที่ตอบโจทย์เราได้ยังไง แต่ผมอยากเขียนในมุมที่ว่า "เราจะช่วยทำให้บริษัทเป็นแบบที่ตอบโจทย์เรา" ได้ยังไงมากกว่า โดยส่วนตัวผมมีแนวความคิดแบบนี้

1. เป็นตัวอย่างพนักงานที่ดี ที่เราอยากให้คนอื่นๆ ในบริษัทเป็น

เราไม่ใช่เจ้าของ หรือต่อให้เป็นเจ้าของก็คงไปสั่งให้ทุกคนในบริษัทเป็นแบบที่ต้องการไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องไปคิดว่าทำไมคนโน้นคนนี้ไม่ทำแบบที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ควรจะทำ พอคิดแบบนี้ผมเลยคิดว่าอยากให้อะไรดีขึ้นก็เริ่มที่เราเองก่อนเลย คาดหวังที่ตัวเองมันสบายใจกว่าไปคาดหวังจากบริษัทหรือคนอื่นๆ เยอะ

และผมเคยได้ยินว่า บริษัทอยากให้พนักงานเป็นแบบไหน ให้ดูว่าบริษัทพยายามโปรโมตหรือซัพพอร์ตคนลักษณะใด เพราะงั้นถ้าสิ่งที่เราทำมันดี มีคุณค่า เดี๋ยวบริษัทเห็นเราก็ได้รับการซัพพอร์ตเอง มันก็เป็นจุดตั้งต้นให้คนอื่นๆ ในบริษัทอยากจะทำตาม

2. ทุกงาน มันต้องมีคนตั้งต้น

ด้วยความที่ผมมาเริ่มงานในยุคที่มีพนักงานทั้งบริษัทแค่ประมาณ 10 กว่าคน เพราะงั้นมันมีงานสำคัญหลายๆ อย่างในบริษัทที่มันดูเหมือนไม่ใช่หน้าที่เรา และบางทีมันก็อาจจะไม่ใช่หน้าที่ใครโดยตรงด้วยเพราะคนทั้งบริษัทมันก็มีกันแค่นี้

สุดท้ายมันก็ต้องมีใครสักคนเป็นคนเริ่มต้นรับผิดชอบที่จะทำมัน ผมจะมีแนวความคิดอยู่ในใจว่า "ไม่เป็นไร คงต้องกูเอง" พอเป็นแบบนั้นแล้วเราก็ทำให้เต็มที่ มันอาจจะโคตรยากหรือดูเสี่ยงจะล้มเหลวมากบางทีแต่ในทางกลับกัน ถ้าทำได้ออกมาดี มันจะดีทั้งกับบริษัท และกับตัวเราเอง เพราะเราก็เก่งขึ้น เราก็ได้เครดิตจากสิ่งนี้ และงานนั้นพอเริ่มมีคนตั้งต้นได้ มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่กลายเป็น Capability ของบริษัทได้ ว่าเราสามารถจัดการมันได้

3. หลายๆ งานมีโอกาสแค่ครั้งเดียว ถ้าเราเป็นคนที่จะทำมันได้ดีที่สุด เราต้องลงมือเอง และเสนอตัว

มีหลายอย่างในการทำงานที่สำคัญมากๆ และอาจจะมีโอกาสแค่ครั้งเดียว หลังๆ มานี้ผมจะคิดให้ดีตลอดว่า งานนี้ผมควรเสนอตัวทำด้วยตนเองไปเลยมั้ย ยกตัวอย่างเช่นงาน Pitching หรือการพรีเซนส์อะไรบางอย่างกับลูกค้าที่มีผู้บริหารระดับสูงเข้า

เพราะถ้าลองคิดดูแล้วว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด เราควรต้องเสนอตัว เพื่อทำให้คนในทีมสบายใจ ลดความกังวล เอาสมาธิไปโฟกัสกับการทำงานอื่นๆ ต่อ ซึ่งในอีกมุมหนึ่ง ผมอยากให้เพื่อนร่วมงานในบริษัทมีความรู้สึกแบบนี้ เพราะถ้าแต่ละคนมีแนวความคิดแบบนี้มันจะเป็น Teamwork ที่ดีมาก คือต่างคนต่างรู้ฝีมือตนเองดี และแสดงออกเพื่อให้ทีมเชื่อใจ

4. เร็ว ช้า หนัก เบา เข้าใจ ไม่ยึดติด พร้อมปรับตัวตลอดเวลา

บริษัทผมมีแผนการทำงานชัดเจนทั้งแผนรายปี หรือแบ่ง Phasing ในการทำงาน แต่ก็มีการปรับแผนบ่อยมาก บางทีเพิ่งโฟกัสแผนใหม่ไปไม่กี่วัน ก็มีต้องปรับโฟกัสกันอีกแล้ว แต่เวลาที่เกิดเหตุการณ์ประมาณนี้ขึ้น ผมไม่เคยรู้สึกแย่เลย เพราะผมคิดตลอดว่าทุกครั้งที่ผู้บริหารหรือบริษัทมีปรับแผน หรือปรับทิศทางอะไรสักอย่าง เป็นเพราะคิดมาอย่างดีแล้วว่าการทำแบบนี้ "โดยภาพรวมทั้งองค์กรจะดีขึ้นจริงๆ"

เพราะงั้นบางอย่างต้องทำให้เร็ว หรือบางเรื่องที่รีบเร่งทำให้เร็วอยู่ดีๆ กลับเปลี่ยนเป็นให้มันช้าได้ ในบางช่วงเวลาที่งานเยอะ งานหนักมากๆ อาจจะทำงานดึกๆ ตลอดเวลาต่อเนื่องหลายอาทิตย์ก็เข้าใจได้ เพราะมันก็จะมีบางช่วงที่มันเบากว่าปกติเหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งมวลคือผมรู้สึกว่า ผมเข้าใจ ไม่ยึดติด พร้อมปรับตัวตลอดเวลา เพราะการปรับทุกอย่างจะทำให้โดยภาพรวมมันดีขึ้น

5. เป็นคนที่ยึดมั่นกับตนเอง แต่ยืดหยุ่นกับคนอื่น

งานทุกอย่างผมอาจจะมีมาตรฐานในใจอยู่สูงระดับนึง มีบางคนในบริษัทจะบอกว่าผมแบบเป๊ะ บางทีดูต้องให้มัน Perfectionist ทุกงานผมจะคิดว่ามันต้องออกมาดี อยู่ในระดับที่เรียกว่าใครเห็นต้องรู้สึกว่าน่าประทับใจ

แต่ในทางกลับกันผมจะไม่เอามาตรฐานและวิธีการนี้มาใช้ในการไปคาดหวังหรือกำกับกับงานจากคนอื่น ถ้าต้องทำงานร่วมกับใครแล้วผมรู้สึกว่าเขาทำมาเต็มที่แล้ว แม้มันจะยังไม่ถูกใจผม 100% แต่มันโอเคกับการเอาไปใช้ได้แล้ว ผมคิดว่ามันก็ไปต่อได้

ถ้าจะอะไรมากกว่านี้ต้องเป็นเราเองแล้วที่เข้าไปรับช่วงทำต่อถ้าจะอยากให้มันถูกใจเรา แต่ไม่ใช่ไปบอกให้เขาต้องทำให้ได้ ถ้าอยากให้มันออกมาดี เราลงมือต่อเองได้ แต่อย่าไปกำกับให้คนอื่นต้องทำ ยืดหยุ่นกับเขาหน่อย ถ้าทุกคนคิดแบบนี้มันจะน่าช่วยเหลือกัน

6. พยายามเข้าใจคน และไม่จำเป็นต้องเล่นการเมืองในที่ทำงาน

ที่ RealSmart แทบจะไม่มีการเมืองในที่ทำงาน เป็นโชคดีมากที่แทบจะทุกคนที่ทำงานด้วยกัน Nice มาก แต่นานๆ ทีก็อาจจะเจอบ้างที่มีกลิ่นหรือมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าการเมืองในที่ทำงาน

วิธีคิดส่วนตัวผมคือ เฉยๆ กับมัน อย่าไปใส่ใจ โฟกัสที่งาน และพยายามเข้าใจคนให้มากขึ้น การที่เราเป็นคนมีโฟกัสกับการทำงานให้ออกมาดีมันจะเป็นเครดิตที่ดีของเราเอง เราไม่จำเป็นต้องไปเล่นการเมืองในที่ทำงาน

ในขณะเดียวกันถ้าเรารู้สึกถึงกลิ่นการเมืองในที่ทำงานเมื่อไหร่ ส่วนตัวผมจะรับมือด้วยการคิดในเชิงความสัมพันธ์ ความสนิทน้อยลง แล้วใช้วิธีการทำงานด้วยเหตุและผลแบบมืออาชีพแทน

7. มองโลกตามความเป็นจริง แล้วสื่อสารในเชิงบวก

ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนมองโลกในแง่บวก เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผมคิดว่าผมคิดตามความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล เรื่องแย่ก็คือแย่ไม่ได้คิดว่ามีความจำเป็นต้องไปคิดมองโลกในแง่ดีอะไร

แต่ผมคิดว่าจุดสำคัญก็คือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง เมื่อเรารับรู้อยู่ในใจแบบตามความเป็นจริงแล้ว แต่ในการสื่อสารเราสามารถจะสื่อสารให้มันออกมาตรงกับความเป็นจริงและยังเป็นไปในเชิงบวกได้ เพราะผมรู้สึกว่าการทำแบบนี้ มันจะทำให้บรรยากาศโดยรวมทุกคนมีกำลังใจ และรู้สึกอยากทำให้ดีขึ้น มากกว่าที่จะรู้สึกเฟล หรือรู้สึกคิดเข้าข้างตัวเองจนไม่ได้มีการพัฒนา

ปิดท้าย

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมตกผลึกมาจากการทำงานหลายๆ อย่างมาจนถึงตอนนี้ พอวันนี้ RealSmart ได้มี Milestone ที่สำคัญเกิดขึ้นผมเลยอยากมาเขียนบันทึกแนวคิดเก็บไว้ครับ

P

ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ