back to writings
#AI#tools#reflection#lifeHuman2025-09-07·16 min read

แชร์ประสบการณ์เรียนคลาส Internal Training Development ของ Cariber

แชร์ประสบการณ์เรียนคลาส Internal Training Development ของ Cariber

ผมได้มีโอกาสไปเข้าคลาส Internal Training Development ของ Cariber ซึ่งเป็นการทำ Workshop เต็มวัน 8 ชม. รู้สึกว่าได้ความรู้หลายอย่างน่าสนใจดี เลยอยากมาเล่าให้ฟังครับ

แชร์ประสบการณ์เรียนคลาส Internal Training Development ของ Cariber — version เต็ม 48 นาที
🎙️ มี video version

ผมอัดเป็น video เต็มไว้ด้านบน (48 นาที) — ใครชอบฟังคลิปดูได้ ส่วนเนื้อหาด้านล่างคือ summary แบบอ่านได้ที่ผมเขียนเองครับ

ภาพรวมและรูปแบบการเรียนการสอน

  • หลักสูตรนี้จัดโดย Cariber ชื่อ "Internal Training Development" โดยคุณณัฐพนธ์ เมธาภาคย์ ซึ่งเป็น Co-founder ของ Cariber
  • ในคลาสนี้มีคนมาเรียนประมาณ 30 คน ถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 5-6 คน ออกเป็น 5 กลุ่ม
  • ตลอดทั้งวันรูปแบบการเรียนจะเป็นลักษณะ การบรรยายสลับกับกิจกรรม Workshop ตลอดเวลา ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ไม่รู้สึกเบื่อ และต้องมีสมาธิตลอด (เป็นวิธีการที่ดี)
  • ก่อนจะเริ่มบรรยาย ช่วงต้นอาจารย์ให้คนที่มาเรียนแนะนำตัวก่อน หลักๆ เพื่อเป็นการ "Break the Ice" เพื่อให้ผู้เรียนที่ไม่รู้จักกันได้ทำความคุ้นเคยกันเร็วขึ้น กิมมิคคือ หลังจากที่คนในกลุ่มได้ทำความรู้จักกันเองแล้ว อ.จะให้แต่ละคนแนะนำตัวแทนเพื่อนในกลุ่มที่นั่งทางด้านขวาของตัวเองให้กับคนในห้องฟัง ทำให้ทุกคนแอคทีฟมาก

Framework ที่อาจารย์สอน: ENGAGE

อ.สอนว่าการจัด Training ให้ออกมาดี เขามี Framework ที่ใช้อยู่ ซึ่งเรียงเป็นตัวอักษรย่อได้ว่า ENGAGE ซึ่งตลอดที่เรียนทั้งวัน อ.ก็จะเล่าขยายความให้เข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิด และวิธีการใช้ ENGAGE นี้

E – Explore (ค้นหาและเข้าใจปัญหาผู้เรียน)

  • การสอนเหมือนการขาย: อ. มองว่าการสอนคือการขาย ซึ่งผลิตภัณฑ์คือเนื้อหา การสื่อสารระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • Mindset ของวิทยากร: ต้องมีความเชื่อมั่นว่าผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาได้ และตระหนักว่าผู้เรียนสละเวลาอันมีค่ามาเรียน

หลักการทำความเข้าใจผู้เรียน 3 ขั้นตอน:

  1. ตั้งต้นจากผู้เรียน — รู้ว่าเขาเป็นใคร (ตำแหน่ง, ความรับผิดชอบ) เพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหา
  2. Question Design — รู้ว่าจะถามอะไรเพื่อเข้าใจปัญหาที่ผู้เรียนเจอ เช่น ปัญหาที่เจอ, วิธีแก้ปัญหาที่ผ่านมา, ผลกระทบ, และพื้นฐานความเข้าใจ
  3. Insights — นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนออกแบบเนื้อหาให้ตอบโจทย์

N – Nominate (สรุปผลลัพธ์ที่คาดหวัง หัวข้อ และผู้สอน)

  • เริ่มต้นจากภาพปลายทางที่ชัดเจน: กำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากการอบรม (ส่วนตัวเรื่องการคิดภาพปลายทางที่ชัดเจนนี้ คล้ายกับในหนังสือ "7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง" ซึ่งเชื่อว่าหลักคิดนี้ประยุกต์ใช้ได้แทบจะทุกเรื่อง)
  • การเลือกผู้สอน: พิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญในองค์กร และผู้ที่ได้รับความชื่นชมในเรื่องนั้นๆ
  • ใช้การ "Sharing" แทนการ "สอน": ในบางกรณีเช่นเรื่องที่ต้องการสอนมีหลายเรื่อง แต่ดันไม่มีใครที่เก่งมากพอจะสอนได้ทุกเรื่อง แล้วบางทีหนักไปอีกคือลูกน้องดันเก่งกว่าหัวหน้า ถ้าว่ากันตามจริงก็ควรเอาลูกน้องมาสอนมากกว่า กรณีแบบนี้การใช้คำว่า "แชร์ประสบการณ์" แทนการ "สอน" ก็จะช่วยให้หัวหน้าและคนตำแหน่งสูงกว่ายอมรับได้ และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้ดีขึ้น

G – Gather (ออกแบบเนื้อหา เรียบเรียงให้น่าสนใจ)

กรอบแนวคิด 4 ขั้นตอนในการออกแบบเนื้อหา:

  1. กำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวังของผู้เรียน
  2. ระบุหัวข้อหลักที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์นั้น
  3. ลงรายละเอียดหัวข้อย่อยที่ครอบคลุมหัวข้อหลัก
  4. จัดลำดับ Sequencing — นำหัวข้อหลักและย่อยมาจัดลำดับการนำเสนอ

หลักเพิ่มเติม:

  • การจัดลำดับเนื้อหา — ควรเรียงจาก ภาพกว้างไปแคบ และจาก เรื่องง่ายไปยาก เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมและติดตามได้ง่าย
  • ประโยชน์ของ Mini-Workshop — การผสานการบรรยายกับการทำเวิร์กช็อปสั้นๆ โดยใช้โจทย์จากงานจริงของผู้เรียน ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและจับต้องได้ เป็นเหมือน "สารตั้งต้น" ที่นำไปต่อยอดได้
  • ความสำคัญของบริบทผู้เรียน — วิทยากรภายนอกหรือ Expert แม้มีความรู้มาก แต่ต้องได้รับข้อมูลบริบทของผู้เรียนที่ชัดเจน เพื่อคัดเลือกเนื้อหาให้เหมาะสม

A – Activate (ออกแบบประสบการณ์การเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วม)

ส่วนนี้เป็นส่วนที่อาจารย์ให้ความสำคัญมากที่สุด ใช้เวลาอบรมถึง 2-3 ชั่วโมง

Flight Plan เป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ละเอียดสำหรับทั้งทีมผู้สอนและผู้ช่วย เพื่อให้การอบรมดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ต้นจนจบ:

  • ทีมงานทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ที่ชัดเจน และมีการตรวจสอบเวลากับ Flight Plan ตลอดเวลา
  • มีการทำความเข้าใจผู้เรียนล่วงหน้า เพื่อจัดกลุ่มอย่างมีเหตุผล เช่น ไม่ควรจัดคู่แข่งนั่งด้วยกัน หรือผสมผู้เรียนแบบ Introvert กับ Extrovert (อ. ยกตัวอย่างในกรณีที่ Cariber จัดสัมมนาให้บริษัทอื่นๆ มาฟังด้วยกัน ก็ต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วย)

รูปแบบการทำ Workshop ที่น่าสนใจ:

  • Role-play (การสวมบทบาท) — ตัวอย่างการเล่นบทบาทสมมุติสถานการณ์การให้โดยมีบรีฟรายละเอียดให้สวมบทบาทของคนที่ทำ Workshop เช่น อย่างที่ผมได้ทำ Roleplay ไปจะเป็นสถานการณ์คือการ Feedback ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องกรณีที่ลูกน้องมาทำงานสายทั้งอาทิตย์ แล้วหัวหน้าจะ Feedback ยังไงดี

จุดสำคัญของการให้ Feedback ที่อาจารย์สอนและดีมากๆ คือหลักการ SBI:

  • S (Situation) — อธิบายสถานการณ์ก่อน
  • B (Behavior) — Feedback ที่พฤติกรรม ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล
  • I (Impact) — บอกผลกระทบที่เกิดขึ้น

มองการให้ฟีดแบคเป็นการให้ของขวัญ — ทัศนคติที่ดีจะช่วยให้การสนทนาเป็นไปในทางบวกและนำไปสู่การพัฒนา

Workshop รูปแบบอื่นๆ:

  • Brainstorming (ระดมสมอง) — หลักสำคัญของวิธีนี้คือเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น และการจะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ บางทีการใช้เครื่องมืออย่าง Post-it ช่วย ก็จะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้ โดยเน้นไปที่การรวบรวมไอเดียเป็นหลัก ยังไม่ต้องไปจัดกลุ่ม หรือคิดว่าไอเดียที่ลิสต์ๆ มามันดีหรือไม่ดี
  • Gamification (การใช้เกม) — การใช้บอร์ดเกมทำให้เวลากับกิจกรรมผ่านไปเร็ว และทำให้ผู้เรียนรู้สึกไม่เบื่อ ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิผลดีมาก แต่ต้องออกแบบเกมให้เหมาะสม
  • อื่นๆ — Case Discussion, Quiz, Assignment (ไม่ได้ลงรายละเอียดมาก)

บรรยากาศใน workshop

G – Guide (ออกแบบบรรยากาศ)

  • การสร้างบรรยากาศที่น่าเรียน — บรรยากาศที่น่าเรียนไม่ได้หมายถึงแค่ช่วงเวลาที่จัดสัมมนา แต่หมายถึงความน่าสนใจที่จะอยากมาเรียนตั้งแต่ตอนประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์หลักสูตรภายในองค์กร ควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าผู้เรียนจะได้รับประโยชน์อะไร และคลาสนี้จะช่วยแก้ปัญหา (Pain Point) ที่พวกเขาเจอได้อย่างไร
  • Testimonial จากพนักงาน — การให้พนักงานที่เคยเรียนแล้วประสบความสำเร็จมาแชร์ประสบการณ์หรือเป็นผู้ชวนพนักงานคนอื่นๆ มาเรียน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ

E – Express (สอนด้วยความมั่นใจ)

  • หลักการนำเสนอ 2S2E (Situation, Solution, Example, Emphasize)
  • หลักการนำเสนอข้อมูลให้เข้าใจง่าย — ทั้งวิธีการเล่าเรื่องและการทำสไลด์ ควรใช้ภาพ Visual ที่เข้าใจง่าย และมีการจัดลำดับสายตา (Z-pattern) การเน้นข้อความด้วยขนาดตัวอักษร หรือตัวหนา รวมถึงการจัด Alignment และ Balance ให้ดี จะช่วยเสริมให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น

สรุปและสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้ได้

  • หลักสูตรนี้มอบแนวคิดที่เป็นระบบและเป็นเหมือน "Checklist" ที่ชัดเจนสำหรับการวางแผนและจัด Internal Training
  • สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการเทรนนิ่งบุคลากรภายนอก หรือการเป็น Speaker ในงานอื่นๆ
  • นอกจากเนื้อหา Internal Training คลาสนี้พอฟังแล้วก็ได้ไอเดียเกี่ยวกับการวางแผนทำสไลด์ การจัดลำดับเนื้อหา และ Storytelling ในฐานะวิทยากรอีกด้วย

จบละครับ ใครสนใจอยากรู้อะไรเพิ่มเติม หรืออยากคุยกับพูมเรื่องนี้ มาชวนคุยได้นะครับ :D

P

ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ