ผมใช้ AI อะไรอยู่บ้าง ทั้งตัวฟรี และจ่ายเงิน แล้วเอาไปใช้ทำอะไร?

พอลองไล่นับจริง ๆ ผมพบว่าตอนนี้มี AI และ Tools ที่หยิบมาใช้หลัก ๆ อยู่ประมาณ 14 ตัว บางตัวผมจ่าย Subscription ทุกเดือน บางตัวเป็น Open Source หรือใช้ฟรี และบางตัวเคยสำคัญมากในช่วงหนึ่ง แต่วันนี้ใช้น้อยลงหรือหยุดจ่ายไปแล้ว
Podcast ตอนนี้เลยไม่ได้ตั้งใจจะจัดอันดับว่าใครเก่งที่สุด แต่อยากเล่าจากการใช้งานจริงว่า แต่ละตัวผมเอาไปทำอะไร ชอบตรงไหน และเพราะอะไรถึงยังใช้ต่อหรือเลิกใช้ เผื่อเป็นข้อมูลให้คนที่กำลังมองหาเครื่องมือสำหรับงานของตัวเองครับ
บทความนี้เรียบเรียงจากสิ่งที่ผมเล่าใน Podcast ด้านบน เนื้อหาและความเห็นมาจากประสบการณ์ใช้งานของผม ส่วน AI ช่วยถอดเสียง แก้คำที่ถอดผิด และจัดโครงให้อ่านง่ายขึ้น
ถ้าอยากดูภาพรวมแบบสไลด์ สามารถกดเลื่อนดู Presentation ที่ผมใช้ประกอบการเล่าได้ที่นี่:
ภาพรวม AI ที่ผมใช้อยู่
ถ้าแบ่งตามสถานะในตอนนี้ Stack ของผมมีสามกลุ่มใหญ่ ๆ:
- ตัวที่จ่ายอยู่ 5 ตัว: Claude, Codex, Gemini, Wispr Flow และ Speechify
- ตัวที่ใช้ฟรีหรือเป็น Open Source 4 ตัว: Open Design, NotebookLM, OpenClaw และ Hermes Agent
- ตัวที่เคยใช้เป็นหลัก แต่ตอนนี้หยุดจ่ายหรือใช้น้อยลง 5 ตัว: MiniMax, GLM, Cursor, Lovable และ Canva
ค่าใช้จ่ายรวม ณ วันที่อัดอยู่ที่ประมาณ 14,300 บาทต่อเดือน โดยก้อนหลักมาจาก Claude และ Codex อย่างละ 200 ดอลลาร์ ส่วน Gemini 20 ดอลลาร์, Wispr Flow 300 บาทต่อเดือน และ Speechify เฉลี่ยประมาณ 58 บาทต่อเดือนจากแพ็กเกจรายปี
ตัวเลขนี้เป็นเพียง Snapshot ของสิ่งที่ผมจ่ายในช่วงที่อัด Podcast ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องจ่ายตาม หรือแต่ละเครื่องมือจะมีราคาเท่ากันตลอดไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือมันรับหน้าที่อะไรใน Workflow ของเรา และช่วยคืนเวลาให้เราได้มากแค่ไหน
ตัวที่ผมจ่ายอยู่
Claude — ตัวหลักที่ใช้ทำแทบทุกอย่าง
Claude เป็นหนึ่งในสองตัวยืนพื้นของผม ผมใช้วางแผนงานโดยรวม ทำงานแทบทุกอย่าง ตั้งแต่งานคิด งานเขียน การพัฒนาโปรแกรม ไปจนถึงงาน Design และ Frontend
สิ่งที่ผมชอบคือ Context Window ที่รองรับรายละเอียดของงานใหญ่ได้เยอะ ความสามารถด้าน Design ที่เข้ากับงานของผม และ Dynamic Workflow ที่ช่วยแยกงานหลายส่วนไปทำพร้อมกันได้ เวลาต้อง Research หลายประเด็นหรือทำงานเป็นขั้นตอนยาว ๆ มันช่วยลดเวลาลงได้มาก
เหตุผลที่ยังจ่ายต่อคือมันเก่งรอบด้าน และสามารถเป็นเครื่องมือหลักได้กับแทบทุกงานที่ผมทำ
Codex — อีกตัวยืนพื้นที่เร็วและใช้งานได้เยอะ
บทบาทของ Codex ใกล้กับ Claude มาก ผมใช้วางแผนงานภาพรวม ทำงานกับไฟล์ พัฒนาโปรแกรม และช่วยจัดการงานสารพัดรูปแบบ
จุดที่ผมชอบคือ Usage ที่ให้มาเยอะ ความเร็วในการเริ่มทำงาน ความเสถียร และความสามารถในการ Spawn Agent มาช่วยแบ่งงาน สำหรับประสบการณ์ของผม Codex ตอบสนองเร็วและแทบไม่ค่อยเจอจังหวะที่ Workflow สะดุด
ผมจ่าย Claude และ Codex พร้อมกันเพราะทั้งสองตัวเก่งรอบด้านเหมือนกัน แต่มีจุดเด่นคนละแบบ เวลาตัวหนึ่งเหมาะกับงานบางประเภทมากกว่า หรืออีกตัวมีข้อจำกัดด้าน Usage ผมสามารถสลับใช้ได้ทันที
Gemini — จ่ายเรื่อง Storage และได้ AI มาด้วย
Gemini เป็น Subscription ที่ผมมีอยู่ส่วนหนึ่งเพราะต้องการพื้นที่ Storage ในระบบ Google อยู่แล้ว จึงเหมือนได้ความสามารถของ Gemini มาใช้ร่วมด้วย
ผมยังใช้ Google Antigravity บ้าง และมองว่า Gemini ทำงานด้าน Design ได้ดี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเวลาที่อยากเห็น Direction เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจว่าจะพัฒนางานต่อแบบไหน
Wispr Flow — เปลี่ยนวิธีพิมพ์งานของผมไปเลย
Wispr Flow เป็นเครื่องมือ Speech to Text ที่ผมใช้สั่งงานและพิมพ์แทบทุกอย่างด้วยเสียง แทนที่จะต้องวางมือบนคีย์บอร์ดตลอดเวลา ผมกดปุ่มแล้วพูดให้ข้อความไปอยู่ใน Email, Document หรือช่อง Prompt ได้เลย
สำหรับผม การพูดทำให้ทำงานได้เร็วกว่าการพิมพ์ปกติประมาณ 3–10 เท่า โดยเฉพาะเวลาคุยกับ AI ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียบเรียงทุกประโยคให้สมบูรณ์ก่อนส่ง นี่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เพิ่ม Productivity ให้ผมชัดที่สุด
มีเครื่องมือแนวเดียวกันให้ใช้ฟรีหลายตัว เช่น WillowVoice แต่หลังจากลองหลายตัวแล้ว ผมยังชอบ Wispr Flow มากที่สุด
Speechify — Text to Speech และเสียงของตัวเอง
ผมใช้ Speechify ทำ Text to Speech ภาษาอังกฤษ และโคลนเสียงของตัวเองเพื่ออ่าน Note หรือบทความภาษาไทยกลับมาเป็นเสียง สำหรับ Content ที่เก็บไว้อ่านทีหลัง ผมสามารถเปลี่ยนให้เป็นเหมือน Podcast ส่วนตัวและเปิดฟังเองได้
สิ่งที่ชอบคือความยืดหยุ่น และราคาที่ผมได้ค่อนข้างถูก อยู่ที่ประมาณ 700 บาทต่อปี งานที่ใช้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่พอจำเป็นก็ช่วยเปลี่ยนวิธีบริโภคข้อมูลให้สะดวกขึ้นมาก
ตัวที่ใช้ฟรีหรือเป็น Open Source
Open Design — พื้นที่ทดลองงาน Visualize
Open Design เป็น Open Source ที่ผมใช้สร้าง Visualize ต่าง ๆ โดยสามารถนำ AI Model หลายตัวเข้ามาปลั๊กในการทำงานได้ ผมเคยใช้มันเป็นพื้นที่ทดลอง Redesign เว็บไซต์ เปรียบเทียบ Direction จาก Claude, Codex และ Gemini ก่อนนำสิ่งที่เลือกกลับไปพัฒนาบนเว็บจริง
จุดเด่นคือความยืดหยุ่นสูง ทดลองได้หลายแบบและหลายโมเดล เครื่องมือที่คล้ายกันก็มี เช่น Claude Design และ Google Stitch แต่จากที่ลองมา ผมยังชอบ Workflow ของ Open Design มากที่สุด
NotebookLM — เปลี่ยนข้อมูลเยอะ ๆ ให้เป็น Deck
ผมใช้ NotebookLM ทำ Presentation หรือ Deck เพื่อสรุปเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะและซับซ้อนให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น บางครั้งไม่ได้ทำ Deck เพื่อเอาไป Present แต่ใช้เพื่อช่วยให้ตัวเองมองเห็นโครงของข้อมูลก่อน
สิ่งที่ผมชอบคือเวลามัน Generate ทั้ง Deck จะมีการคิด Theme, Visualize และ Design ให้เข้ากับเนื้อหาที่เราใส่เข้าไป คุณภาพของภาพรวมทั้งชุดเป็นจุดแข็งที่ยังหาได้ยากจากเครื่องมืออื่น
OpenClaw — Agent ที่ดูแลระบบต่อเนื่อง
OpenClaw เป็น Open Source Agent ที่ผมใช้ดูแลภาพรวมของระบบบางส่วนซึ่งต้องรันและ Monitor แบบอัตโนมัติ หลังจากวางระบบไว้แล้ว Agent สามารถทำงานต่อเนื่องและเปิดช่องทางให้เราคุยกับมันได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ผมชอบความยืดหยุ่นจากการเพิ่ม Plugin หรือ Skill และสามารถเลือกช่องทางคุยให้เหมาะกับ Workflow ได้ เช่น ผมใช้ Discord เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกับ Agent เครื่องมือแนวใกล้กันมีทั้ง Hermes Agent รวมถึงระบบ Remote ของ Claude Code และ Codex
Hermes Agent — Agent ที่ผมลองใช้เป็นเลขา
ผมใช้ Hermes Agent เป็น Agent ลักษณะเลขา ช่วยจดและจัดการเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จุดที่ผมรู้สึกได้เมื่อเทียบกับ OpenClaw คือมันตอบเร็วกว่า Latency ต่ำกว่า และโดยรวมใช้ Token น้อยกว่าในบางงาน
ผมยังทดลองทั้ง Hermes Agent และ OpenClaw ควบคู่กัน เพราะถึงจะเป็น Agent เหมือนกัน แต่รายละเอียดของ Workflow และจุดเด่นไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
ตัวที่เคยใช้เป็นหลักหรือใช้น้อยลง
MiniMax — เคยใช้รัน Agent ตอนวางระบบ
ช่วงหนึ่งผมใช้ MiniMax เป็น Model สำหรับรัน Agent หลายงาน จุดที่ชอบคือวิธีคิดแพ็กเกจเป็นจำนวนครั้งหรือจำนวน Prompt ซึ่งให้ปริมาณการใช้งานค่อนข้างเยอะ
เหตุผลที่หยุดจ่ายไม่ใช่เพราะมันใช้งานไม่ได้ แต่เพราะโปรเจกต์ที่ต้องใช้ Model ลักษณะนี้วางระบบเสร็จแล้ว ความจำเป็นจึงลดลง
GLM — เคยเป็น Model หลักของ OpenClaw
ผมเคยใช้ GLM รัน Agent เป็นตัวหลัก โดยเฉพาะ GLM-5V-Turbo ที่พัฒนามาให้ทำงานร่วมกับ OpenClaw ได้ดี ในช่วงที่ทดลองวางระบบ มันทำงานได้ตรงกับ Use Case มาก
ตอนหลังระบบเริ่มลงตัว และผมเปลี่ยนไปใช้ GPT เป็น Model สำหรับ OpenClaw จึงไม่ได้ใช้ GLM ต่อในระดับเดิม
Cursor — เครื่องมือที่เปิดโลก Agentic AI ให้ผม
Cursor เป็น Agentic AI ตัวแรก ๆ ที่ผมลองใช้ ก่อนหน้านั้นเวลาขอให้ AI เขียน Code เรามักต้อง Copy คำตอบแล้วนำไปประกอบเอง แต่ Cursor ทำงานกับไฟล์ในเครื่องและลงมือแก้ได้โดยตรง ประสบการณ์ตอนนั้นทำให้ผมเห็นภาพว่า Agentic AI จะเปลี่ยนวิธีทำงานได้แค่ไหน
หลังจากนั้นเครื่องมืออื่นพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ผมเคยย้ายไปใช้ Antigravity และปัจจุบันมี Claude กับ Codex เป็นตัวหลัก จึงไม่ได้ Subscription Cursor ต่อ แม้ว่ามันจะยังเป็นเครื่องมือที่ดีและมีความหมายกับเส้นทางการใช้ AI ของผมมาก
Lovable — จากทำเว็บไซต์แบบทีเดียวจบ สู่เครื่องมือที่ทับซ้อนกัน
ผมเคยใช้ Lovable ทำเว็บไซต์หลายรูปแบบ และชอบที่มันสามารถสร้างเว็บไซต์ออกมาได้แบบค่อนข้างจบในตัว ในช่วงที่ Agentic AI ตัวอื่นยังไม่เก่งเท่าปัจจุบัน มันช่วยลดขั้นตอนลงได้มาก
ทุกวันนี้ Claude และ Codex สามารถทำงานระดับเดียวกันได้ พร้อมทำงานต่อเนื่องกับบริบทอื่นของโปรเจกต์ ผมจึงไม่จำเป็นต้องแยก Subscription สำหรับ Lovable อีก
Canva — ยังใช้บ้าง แต่ไม่ใช่เครื่องมือหลักเพียงตัวเดียว
Canva ต่างจากตัวอื่นในกลุ่มนี้ตรงที่ผมยังใช้อยู่บ้าง โดยเฉพาะงาน Presentation จุดที่ชอบคือความยืดหยุ่นและฟีเจอร์ Magic Layer ซึ่งช่วยแยกองค์ประกอบจากภาพที่ Generate มาให้แก้ไขต่อได้
แต่ Workflow การทำ Presentation ของผมไม่ได้ผูกกับเครื่องมือเดียว บางงานใช้ PowerPoint บางงานใช้ Google Slides บางงานใช้ NotebookLM และบางงานให้ AI สร้างเป็น HTML ขึ้นมาโดยตรง จึงเป็นการเลือกใช้ตามลักษณะงานมากกว่า
สิ่งที่ผมตกผลึกจากการใช้ทั้งหมด
- AI และ Tools ทุกตัวพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และผลัดกันเก่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีตัวไหนที่เราต้องยึดติดว่าจะต้องใช้ตลอดไป
- หลายตัวมีหลักการและคอนเซ็ปต์การใช้งานคล้ายกัน ถ้าเราใช้งานเป็นหนึ่งตัว เราจะเรียนรู้ตัวอื่นได้เร็วขึ้น
- Codex และ Claude เป็นตัวยืนพื้นของผม เพราะเก่งรอบด้านและใช้ได้กับแทบทุกงาน ถ้าใช้งานหนัก การจ่าย Subscription ไว้ก็คุ้ม
- Open Source หลายตัวเก่งมาก ยิ่งนำ Frontier Model เข้ามาช่วย ก็สามารถรีดคุณภาพขึ้นมาได้ใกล้เคียงกับ Paid Tool หลายตัว
- Stack และเทคนิคการใช้ AI ของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หลักสำคัญคือเราใช้ยังไงให้ตอบโจทย์งานของเรา ไม่จำเป็นต้องเลือกตาม Hype ของคนอื่น
“Stack ที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์งานของเราเอง
ตอนนี้คือภาพรวม Stack ที่ผมใช้อยู่ในช่วงนี้ ซึ่งก็คงเปลี่ยนไปอีกเรื่อย ๆ ตามความสามารถของแต่ละเครื่องมือและงานที่ผมต้องทำ ถ้าใครใช้อะไรต่างจากผม หรือมีเครื่องมือไหนที่คิดว่าน่าสนใจ มาชวนคุยกันได้ครับ
Poom
about →ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ


