AI ทำให้เราพัฒนาความรู้เร็วขึ้น 10 เท่า จริงไหม? — สิ่งที่ผมเจอ + งานวิจัยทั้งสองฝั่ง

ช่วงปี 2026 ที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาความรู้อะไรหลาย ๆ อย่างได้เยอะมาก ถ้าเทียบกับที่ทำงานมาเป็นสิบ ๆ ปีก่อนหน้านี้ ปีนี้ปีเดียวเหมือนพัฒนาได้มากกว่าหลายปีรวมกัน และผมรู้สึกว่าส่วนสำคัญมันมาจากการที่ AI เข้ามาช่วย
แต่ในอีกทางหนึ่ง เราก็เคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า "ใช้ AI แล้วโง่ลง" "ใช้ AI แล้วคิดน้อยลง" ผมเลยลองไปหาข้อมูลทั้งสองฝั่งมาเล่าให้ฟัง — ทั้งประสบการณ์ตรงของผมเอง งานวิจัยที่ผมเจอ และวิธีที่ผมใช้ AI พัฒนาความรู้ตัวเอง
บทความนี้เรียบเรียงจากคลิปด้านบน — เนื้อหาและมุมมองเป็นของผมเอง ส่วน AI ช่วยจัดเรียงให้อ่านง่ายขึ้นและช่วยตรวจตัวเลขงานวิจัยให้ตรงกับแหล่งจริง
ออกตัวก่อนเลยว่า ผมอยู่ในฝั่งที่เชียร์ AI เพราะรู้สึกว่ามันเอามาช่วยงานได้เยอะ และทำให้ผมรู้สึกเก่งขึ้นจริง ๆ แต่ก็พยายามหาข้อมูลอีกฝั่งมาด้วย เพื่อให้เห็นภาพครบและระวังตัวได้
ผมอยู่ฝั่งที่รู้สึกว่า AI ทำให้เก่งขึ้น
ปีนี้มีหลายงานมากที่พอเอา AI เข้ามาช่วย มันเปลี่ยนจาก "งานที่ผมอาจจะทำเองไม่ได้เลย" ให้กลายเป็นงานที่ทำได้ หรืองานที่ปกติต้องใช้เวลาหลายเดือนหลายปี กลับทำเสร็จในเวลาสั้น ๆ
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเรื่องการเขียนโปรแกรมและทำ Dashboard ปกติผมรู้ว่าอยากให้โปรแกรมหรือ Dashboard มีอะไรบ้าง และอยากให้มันใช้ง่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมาย แต่ผมเขียนโค้ดเองไม่ได้ พอมี AI เข้ามา ผมแค่บอกความต้องการ แล้ว AI ช่วยเขียนโปรแกรมหรือทำ Dashboard ให้
งานแบบนี้ ถ้าประเมินเวลาแบบเดิมอาจจะต้องใช้หลายอาทิตย์หรือหลายเดือน แต่กลับได้ผลออกมาในระดับที่โอเคเลย หรือเป็น prototype ตั้งต้นได้ ภายในไม่กี่วัน บางงานจากเดือนหนึ่งเหลือแค่สองสามวัน — แค่นี้ก็ลดเวลาไปเป็นสิบเท่าแล้ว
อีกมุมที่ผมรู้สึกชัดคือเรื่องจำนวนคน งานอย่างการทำโปรแกรมสักตัว ปกติมันมีตั้งแต่เข้าใจ business requirement จากลูกค้า เอามาวางเป็นสเปก ทำ UX/UI ดีไซน์ wireframe เขียนโปรแกรม ไปจนถึงทดสอบ — งานเดียวบางทีต้องใช้คนเป็นสิบตำแหน่ง แต่พอมี AI ผมกำกับแล้วทำเองคนเดียวได้ในระดับที่ถือว่าโอเค
หลาย ๆ อย่างที่ผมสร้างออกมา ผมอาจจะไม่ได้รู้ทุกขั้นตอนว่ามันทำงานยังไงในเชิงลึก แต่จุดสำคัญสำหรับผมคือ การที่มี AI ช่วยทำให้ผมรู้สึกว่า "เรื่องอะไรมันก็เป็นไปได้" ถ้าเราค่อย ๆ โฟกัสไปเรื่อย ๆ
ถ้าอยากดูเป็นสไลด์ทีละหน้า กดเลื่อนดูได้ที่นี่:
แล้วฝั่งที่บอกว่า AI ทำให้ "คิดน้อยลง" ล่ะ?
พอผมไปหาข้อมูลทั้งสองด้าน ก็เจองานวิจัยที่ support ฝั่งที่ว่าใช้ AI แล้วอาจจะคิดน้อยลงหรือฉลาดน้อยลงเหมือนกัน ผมหยิบมาสองงานที่น่าสนใจ
งานแรกเป็นงานของ MIT Media Lab (ปี 2025) เขาให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเรียงความ โดยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม — กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ช่วยเขียน กลุ่มที่ใช้ search engine และกลุ่มที่เขียนเอง แล้วพอมาสัมภาษณ์ย้อนกลับว่า "จำเนื้อหาที่ตัวเองเพิ่งเขียนไปได้ไหม" ปรากฏว่าในกลุ่มที่พึ่ง AI เยอะ มีถึง 83% ที่จำไม่ได้ ในขณะที่กลุ่มอื่นจำเนื้อหาตัวเองได้ดีกว่ามาก มีที่จำไม่ได้แค่ราว 11%
Point ของเรื่องนี้คือ บางคนเอา AI มาช่วยคิดช่วยเขียน แต่ตัวเองไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ — AI ทำเสร็จปุ๊บ ก็ copy ไป paste ใช้เลย พอเป็นแบบนี้ก็เลยจำอะไรไม่ได้และคิดน้อยลง
งานนี้ยังเป็น preprint (ยังไม่ผ่าน peer review) กลุ่มตัวอย่างเล็ก (54 คน) และส่วนที่เป็นข่าวดังที่สุด — เรื่องคลื่นสมองจาก EEG ที่บอกว่าสมองทำงานน้อยลง — ยังมีนักวิชาการโต้แย้งเรื่องวิธีวิจัยอยู่ เพราะงั้นส่วนที่ผมหยิบมาเล่าคือเรื่อง "จำงานตัวเองไม่ได้" ซึ่งเป็นผลที่ค่อนข้างชัด ส่วนเรื่องคลื่นสมองยังไม่ควรเชื่อเป็นข้อสรุป
งานที่สองเป็นงานของ Microsoft ร่วมกับ Carnegie Mellon (CMU) ตีพิมพ์ในงาน CHI 2025 ซึ่งผ่าน peer review แล้ว เขาสำรวจ knowledge worker กว่า 319 คน และดูการใช้ Generative AI ในงานจริงเกือบ 1,000 กรณี พบว่า ยิ่งคนเชื่อใจหรือมั่นใจในความสามารถของ AI มากเท่าไหร่ ยิ่งใช้ critical thinking น้อยลงเท่านั้น แต่คนที่มั่นใจในความเชี่ยวชาญของตัวเองสูง กลับใช้ critical thinking มากขึ้นเมื่อทำงานกับ AI
แปลว่าถ้าเราไม่มีความรู้พื้นฐานหรือ domain expertise ในเรื่องนั้นแน่นพอ พอ AI เขียนอะไรมา มันก็ดูน่าเชื่อถือไปหมด เพราะเราแยกไม่ออกว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ต่างจากคนที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ซึ่งพอ AI ช่วยทำมา เขายังคิดวิเคราะห์ต่อได้ว่ามันโอเคไหม หรือมันหลอน (hallucinate) หรือเปล่า
อีกฝั่ง: งานวิจัยที่บอกว่า AI ช่วยเร่งการเรียนรู้จริง
ในทางกลับกัน ก็มีงานวิจัยหลายอันที่ support ว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งการเรียนรู้ได้จริง ผมยกมาสามอัน
อันแรกเป็นงานของ World Bank ร่วมกับ Stanford (ปี 2025) เป็น randomized controlled trial (RCT) ซึ่งเป็นรูปแบบวิจัยที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์เหตุและผล เขาทดลองกับนักเรียนมัธยมประมาณ 800 คนในไนจีเรีย เอา AI (GPT-4) มาเป็นเหมือนครูผู้ช่วยติวหลังเลิกเรียน โดยมีครูคอยดูแลด้วย ทำต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าได้ learning gain ราว 0.31 SD ซึ่งเทียบเท่ากับการเรียนปกติประมาณ 1.5–2 ปี และดีกว่างานวิจัยการศึกษาส่วนใหญ่ที่เคยทำในประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้งบเพียงไม่ถึง 50 ดอลลาร์ต่อนักเรียนหนึ่งคน
อันที่สองเป็นงานของ Noy และ Zhang จาก MIT ตีพิมพ์ในวารสาร Science (ปี 2023) เขาให้คนทำงานที่จบปริญญากว่า 400 คน ทำงานเขียนระดับมืออาชีพเฉพาะสายอาชีพ แล้วสุ่มให้ครึ่งหนึ่งได้ใช้ ChatGPT ช่วย ผลคือกลุ่มที่ใช้ ChatGPT ทำงานเสร็จเร็วขึ้นราว 40% และคุณภาพงานสูงขึ้นราว 18% ที่น่าสนใจคือ คนที่ทักษะเดิมต่ำกว่าได้ประโยชน์มากกว่า ทำให้ช่องว่างฝีมือระหว่างคนแคบลง
สองงานนี้ไปในทางเดียวกัน คือ AI ช่วยยกระดับคุณภาพงานของคนทั่ว ๆ ไปให้สูงขึ้นได้ และทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นด้วย — เป็นแนวคิดที่คนพูดถึงกันเยอะว่า AI ช่วย "ยกระดับ" (skill-leveling)
AI เหมือน "ตัวคูณ" — คนเก่งยิ่งเก่งขึ้น
แต่มีอีกงานหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมาก และมันสรุปได้คมกว่าเรื่อง skill-leveling
เป็นงานภาคสนามกับผู้ประกอบการรายย่อยในเคนยา 640 คน (Otis และคณะ, ปี 2024) สุ่มให้ครึ่งหนึ่งได้ใช้ที่ปรึกษาธุรกิจ AI ผ่าน WhatsApp ผลที่ออกมาคือ AI ไม่ได้ช่วยทุกคนเท่ากัน — คนที่ทำธุรกิจเก่งอยู่แล้ว ผลงานดีขึ้นราว 15% แต่คนที่ยังทำได้ไม่ดี กลับแย่ลงเกือบ 10%
จุดสำคัญคือ ทั้งสองกลุ่มถาม AI และได้คำแนะนำใกล้เคียงกัน ความต่างอยู่ที่ คนเก่งมีวิจารณญาณเลือกหยิบคำแนะนำที่ใช่มาใช้ ส่วนคนที่อ่อนกว่าจะหยิบผิด
“AI เหมือนเป็นตัวคูณ — คนที่เก่งอยู่แล้วพอได้ AI มาช่วย ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าคนที่ไม่มีพื้นฐานเป็นทุนเดิม ผลลัพธ์อาจจะออกมาตรงข้าม
ลองคิดเป็นตัวเลขง่าย ๆ คนที่เก่งมีความสามารถระดับ 2 พอเอา AI มาคูณ อาจกลายเป็น 20 แต่คนที่ความสามารถยังอยู่แค่ 0.5 พอเอาอะไรไปคูณ ผลลัพธ์ก็ยิ่งเพี้ยนได้ ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะเคยเจอหลายคนที่เอา AI มาใช้โดยไม่ได้กรองว่าคำตอบมันถูกไหม ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันก็ไปในทางที่แย่
ผมว่างานวิจัยนี้สรุปได้ดีเลยว่า AI เสริมให้คนเก่งยิ่งเก่งขึ้น แต่ถ้าคนที่ใช้ไม่ได้มีความสามารถเป็นทุนเดิม มันอาจจะได้ผลตรงข้าม — ซึ่งมันโยงกลับมาที่เรื่องเดียวกับงาน Microsoft/CMU ก่อนหน้านี้: คนที่มีวิจารณญาณจะกำกับ AI ได้ดีกว่า
แล้วทำไมผมถึงรู้สึกว่าพัฒนาเร็วขึ้น 10 เท่า
ทีนี้มาถึงส่วนที่เป็นแนวคิดส่วนตัวของผม ว่าอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกว่าพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นขนาดนี้ หลายอย่างบางคนอาจจะทำอยู่แล้ว หรือเอาไปปรับใช้กับตัวเองได้
- ไม่ต้อง skim อ่านเองทั้งหมด — บางเรื่องผมให้ AI ค้นหาแล้วสรุปมาให้ก่อน ยิ่งตอนนี้มันสรุปพร้อมแนบลิงก์อ้างอิงมาให้ด้วย ผมเลยได้คำตอบระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยไปไล่อ่าน cross-check จาก source จริงเพื่อให้ชัวร์
- เอามาตกผลึกกับ AI ที่รู้จักตัวเรา — ผมไม่ได้ใช้ AI แค่เป็น Google หาข้อมูล แต่ให้มันเอาข้อมูลมาตกผลึกร่วมกับบริบทของผมด้วย เช่น เวลาผมสนใจเรื่องการเงินการลงทุน ผมให้ AI ที่มีข้อมูลพอร์ตของผมช่วยดู มันก็แนะนำได้ตรงกับสถานการณ์ของผมจริง ๆ ไม่ใช่คำตอบกลาง ๆ
- ได้คำตอบเรื่องด่วนทันที แล้วเอาเวลาไปโฟกัสทำความเข้าใจแบบไม่กดดัน — งานที่เร่งด่วนให้ AI ช่วยหา solution ได้เลย พอมีเวลาค่อยกลับมาทำความเข้าใจเรื่องนั้นให้ลึกทีหลังแบบสบาย ๆ
- ลองผิดลองถูกได้เร็วมาก — แต่ก่อนการทดลองทุกอย่างมีต้นทุนหมด แต่พอมี AI ผมทำ A/B testing กับหลายอย่างได้เลย เช่น จะทำ Dashboard เป็น Light theme หรือ Dark theme ดี ก็สั่งให้ AI ทำมาสองแบบแล้วเลือกได้เลย ต้นทุนในการลองผิดลองถูกต่ำลงและเร็วขึ้นมาก
- Multitask ได้มีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ — ผมทำงานร่วมกับ AI หลายแชทหลายโปรเจกต์พร้อมกันได้ โดยเรากำหนดเป้าหมายและ direction ให้ชัด ส่วน AI เป็นเหมือนทีมที่ลงมือทำให้ พอได้ผลมาเราก็พิจารณาต่อและให้ทิศทางต่อ
- ความคิด flow ต่อเนื่อง อารมณ์ไม่ติดขัด — ปกติผมเป็นคนที่พอมีไอเดียหรือข้อสงสัยอะไรขึ้นมาก็อยากรู้ตอนนั้นเลย แต่ก่อนต้องจดไว้แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ แต่พอ AI ตอบได้เร็วมาก ความคิดผมเลย flow ต่อเนื่องไปอีกสเต็ปได้ทันที โมเมนต์ที่อยากเรียนรู้เลยไม่หลุดไป
พอทำได้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ เก่งขึ้นทุกเดือน ผมเลยรู้สึกว่าถึงจุดหนึ่งอะไรมันก็น่าจะเป็นไปได้ ทุกวันนี้เราเห็นข่าวธุรกิจใหม่ ๆ ที่มูลค่าสูงแต่มี founder แค่ไม่กี่คน ผมเลยคิดกลับกันว่า ถ้าคนคนเดียวเอา AI กับเทคโนโลยีมาช่วยสร้างอะไรระดับนั้นได้ แปลว่าทุกอย่างมันมีโอกาสเป็นไปได้ ถ้าเราเข้าใจหรือรู้อะไรบางอย่าง เราก็เอามาต่อยอดในสเกลของเราได้ — นี่แหละคือเหตุผลที่ผมรู้สึกว่ามันทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นเป็น 10 เท่า
วิธีที่ผมใช้ AI พัฒนาความรู้ตัวเอง
ส่วนสุดท้าย เป็นวิธีการส่วนตัวที่ผมใช้พัฒนาความรู้เรื่อง AI และเรื่องอื่น ๆ
- เจออะไรน่าสนใจ เก็บไว้อ่านทีหลัง — ข่าว AI มาไวมาก ผมใช้วิธีแชร์เก็บไว้แบบส่วนตัว (โพสต์เป็น only me หรือกลุ่มของตัวเองใน Facebook) พอว่างค่อยกลับมาอ่าน
- หา official source หรือคนที่อธิบายเข้าใจง่าย — ทุกวันนี้คอนเทนต์เรื่องเดียวกันมีเต็มไปหมด บางอันใช้ AI เขียนเพียว ๆ จนขาดสาระ ผมเลยชอบตามเข้าไปอ่านจาก original/official source เอง หรือถ้าเจอใครที่เขียนดีเข้าใจง่ายก็ตามอ่านเขาประจำ
- เอาเรื่องที่อ่านมาคุยกับ AI ของตัวเอง — เพราะมันมีข้อมูลบริบทของเราหลายเรื่อง ทั้งการเงิน งานประจำ โปรเจกต์ต่าง ๆ พอส่งข้อมูลให้ AI ที่มีบริบทเรา มันช่วยเราตกผลึกได้ตรงกับสิ่งที่เราสนใจมากขึ้น
- หลายเรื่องต้องลงมือทำเอง — การอ่านให้แค่เข้าใจเชิงคอนเซ็ปต์ แต่ไม่เท่ากับการได้ลองใช้หรือทดสอบเอง ประสบการณ์ตรงทำให้เข้าใจลึกกว่าเยอะ
- เรียนแบบมีโจทย์ — ถ้าเราเรียนหรืออ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีโจทย์ของตัวเอง มันจะรู้สึกว่า "ดีนะ แต่ไม่เกี่ยวกับเรา" แต่พอเรามีปัญหาจริงที่อยากแก้ แล้วเอา AI มาช่วย เราจะอินและเข้าใจเรื่องนั้นได้ดีขึ้นมาก จำได้ดีขึ้น และพัฒนาตัวเองไปด้วย
- ไม่ต้องเสียดายค่า subscription — ผมรู้สึกว่าจ่ายไปเลย ค่า AI ถูกมากถ้าเทียบกับ value ที่ได้ ตัวถูกสุดก็ราวเดือนละ 700 บาท ซึ่งเทียบกับรายได้แล้วบางทีคือรายได้แค่วันเดียว แต่ productivity และความรู้ที่ได้กลับมาสูงกว่านั้นเยอะ บางทีแค่อาทิตย์เดียวที่ใช้จริงจังก็คุ้มค่า subscription ไปทั้งเดือนแล้ว
ปิดท้าย
ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดส่วนตัวของผม ไม่ใช่คำตอบตายตัว แต่ละคนอาจจะมีมุมมองไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผมอยากชวนคิดคือ AI ช่วยเราได้จริง แต่มันจะช่วยได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อเรามีวิจารณญาณพอจะกำกับมัน — ไม่ใช่เชื่อทุกอย่างที่มันตอบ
ถ้าใครชอบคอนเทนต์แบบนี้ หรืออยากให้เล่าเรื่องอะไร มาคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ
งานวิจัยที่อ้างถึง
- MIT Media Lab (2025, preprint) — "Your Brain on ChatGPT" · arxiv.org/abs/2506.08872
- Microsoft + Carnegie Mellon (CHI 2025) — The Impact of Generative AI on Critical Thinking · dl.acm.org
- World Bank / Stanford (2025) — From Chalkboards to Chatbots (Nigeria RCT) · documents.worldbank.org
- Noy & Zhang, Science (2023) — Experimental evidence on the productivity effects of generative AI · science.org
- Otis et al. (2024) — The Uneven Impact of Generative AI on Entrepreneurial Performance · ssrn.com

เริ่มทำ YouTube จาก 0 ผู้ติดตาม — insight เดือนแรกกับ 6 คลิป

สร้าง skill ให้ AI เอง vs โหลดมาใช้ แบบไหนดีกว่ากัน?

3 ขั้นตอนง่ายๆ ใช้ ChatGPT วางแผน + ทำสรุปเป็นรูป ไม่ต้องสั่งละเอียดก็ได้ภาพสรุปดีๆ ได้
Poom
about →ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ