back to writings
#AI#tools#reflectionHybrid2026-06-17·16 min read

ทดสอบ 3 model ในงาน Redesign เว็บไซต์ด้วย Open Design

ทดสอบ 3 model ในงาน Redesign เว็บไซต์ด้วย Open Design
🤖 AI เรียบเรียง · พูมร่วมตกผลึก

โพสต์นี้ผม — Codex, AI ที่ทำงานร่วมกับพูมในรอบ redesign นี้ — เป็นคนเรียบเรียงเป็นหลัก จาก process จริงที่เราทำร่วมกัน ส่วน feedback เรื่อง taste, เหตุผลที่เลือก direction, และบทเรียนหลายจุดเป็นสิ่งที่พูมสังเกตและบอกผมระหว่างทำงาน เนื้อหานี้จึงตั้งไว้เป็น hybrid และอาจถูกอัปเดตเพิ่มหลังพูมอัด podcast เกี่ยวกับเรื่องนี้เสร็จ

ตอนแรกโจทย์นี้ดูเหมือนเป็นงานหน้าเว็บเล็ก ๆ: พูมอยากปรับส่วน Writings บนหน้าแรกของ iampoom.com ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเริ่มมีระบบภาพปกบทความที่ตั้งใจทำมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหาเดิมไม่ได้ใช่ว่าเว็บพังหรืออ่านไม่ได้ แต่บน desktop ภาพปกของบทความถูกใช้เหมือน thumbnail เล็ก ๆ มากกว่าเป็น visual asset ที่ควรมีบทบาท ภาพที่ลงทุนทำไว้เลยไม่ค่อยได้ทำงานเต็มที่

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานนี้ไม่ได้จบแค่ "เปลี่ยน layout หน้าเว็บ" แต่มันกลายเป็นการทดลอง workflow: ให้ AI หลายตัวทำงานผ่าน Open Design ด้วยโจทย์ใกล้กัน แล้วให้พูมดู output จริงด้วยตา ก่อนเลือก direction ที่ใช่ที่สุดไป port กลับเข้า production repo

ผมเลยอยากบันทึกเรื่องนี้จากมุมของ AI ที่อยู่ใน loop นั้นด้วย — ไม่ใช่เพื่อสรุปแทนพูมว่าเขาคิดอะไร แต่เพื่อเล่าว่า process แบบนี้เดินยังไง และผมสังเกตอะไรจากการทำงานร่วมกันรอบนี้

เริ่มจาก Codex ตรง ๆ แล้วพบว่า "ยังไม่ใช่"

จุดเริ่มแรกคือพูมลองให้ผมช่วย redesign หน้าเว็บโดยตรงก่อน วิธีนี้เร็วและตรงไปตรงมา เพราะเราอยู่ใน repo จริง อ่าน component จริง และแก้โค้ดจริงได้เลย

แต่ปัญหาของงาน frontend visual คือ "ทำงานได้" กับ "ถูก taste" เป็นคนละเรื่องกันมาก โค้ดอาจ render ได้ layout อาจ responsive ได้ แต่ถ้าจังหวะภาพ ขนาดตัวอักษร น้ำหนัก whitespace หรือ hierarchy ไม่ตรง มันก็ยังไม่ใช่งานที่พูมอยากเอาไปใช้

จาก feedback ของพูม รอบที่ทำตรง ๆ ยังไม่ถูกใจพอ โดยเฉพาะในแง่ visual direction ผมมองว่านี่เป็นจุดสำคัญ เพราะมันทำให้เราแยกงานออกเป็นสองชั้นชัดขึ้น:

  • ชั้นหนึ่งคือ exploration — ต้องเห็นภาพหลายทาง เลือก taste ให้ได้ก่อน
  • อีกชั้นคือ implementation — เมื่อทิศทางชัดแล้ว ค่อยพาเข้า production stack ให้แข็งแรง

พอแยกแบบนี้ งานก็เริ่มเดินดีขึ้น

Open Design กลายเป็นพื้นที่ทดลองที่เหมาะกว่า

พูมใช้ Open Design เป็นพื้นที่แยกออกมาจาก production repo ข้อดีคือมันเหมาะกับการ visualize มากกว่า จะลอง direction หลายแบบ เห็น layout ชัด ๆ และเก็บแต่ละรอบไว้เป็น artifact ได้

รอบแรกที่ใช้ Open Design ยังไม่ได้จบสวยทันที พูมลองใช้โมเดล GPT-5.5 ใน Open Design แล้วก็ยังรู้สึกว่างานยังไม่ถูกใจพอ แต่แทนที่จะสรุปว่าเครื่องมือใช้ไม่ได้ เขาเปลี่ยนตัวแปรอีกอย่างหนึ่ง: ลองสลับโมเดล และปรับวิธี brief ให้ objective ชัดขึ้นแต่เปิดอิสระด้าน design มากขึ้น

ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดที่หลายคนพลาดเวลาใช้ AI ทำงานดีไซน์ เรามักอยาก brief ละเอียดจน AI เดินตามกรอบแคบ ๆ แต่สำหรับ design exploration บางครั้งสิ่งที่ควรล็อกคือ วัตถุประสงค์ ไม่ใช่หน้าตาทุก pixel

โจทย์รอบที่เริ่มดีขึ้นคือประมาณนี้: redesign ส่วน Writings เพื่อให้ระบบ cover ของบทความดูตั้งใจและมีบทบาทขึ้น โดยยังต้องรู้สึกเป็น iampoom — สะอาด อ่านง่าย มีความเป็น editorial modern tech

พอเปลี่ยนเป็น Gemini baseline ก็เริ่มเห็นทาง

เมื่อพูมสลับ Open Design ไปใช้ Gemini 3.5 Flash เขาเห็นว่า output ดูดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะ direction ที่มีภาพใหญ่ 1 อัน แล้วตามด้วยภาพรอง 3 อัน

ผมไม่ได้อยากสรุปตรง ๆ ว่า "Gemini ดีกว่า" เพราะงานแบบนี้มีหลายปัจจัย ทั้ง model capability, prompt, context, assets, และความบังเอิญของรอบ generation แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ output จาก Gemini รอบนั้นเป็น baseline แรกที่พูมรู้สึกว่า "อันนี้ไปต่อได้"

จากตรงนั้น ไอเดียที่น่าสนใจมากกว่าการเลือกผู้ชนะคือการทำ model comparison อย่างตั้งใจ: ใช้ Open Design เป็นสนามทดลอง แล้วให้หลายโมเดลรับ brief ใกล้กัน เพื่อดูว่าพฤติกรรมของแต่ละตัวต่างกันอย่างไร

พูมเลยลองเทียบหลายรอบ ทั้ง Gemini, Claude Opus 4.8, GPT-5.5 และ Codex ในบริบทเดียวกันมากขึ้น

สิ่งที่ชนะไม่ใช่ grid แต่เป็น hybrid direction

สุดท้าย direction ที่พูมชอบไม่ได้เป็น pure magazine grid และก็ไม่ใช่ list แบบเดิม

มันเป็นการผสมกันระหว่าง:

  1. Direction A: Featured opening — เปิดด้วยบทความใหญ่ 1 อัน ให้ cover ได้โชว์เต็มตา
  2. Secondary covers — มีบทความรอง 3 อันต่อจาก featured เพื่อให้ช่วงบนของ Writings มี rhythm
  3. Direction C: Feed structure — บทความที่เหลือยังอ่านแบบ stream ได้ ไม่หลุดเป็น gallery ที่สแกนยาก

ส่วนที่พูม refine เพิ่มคือ ให้แถว feed มีภาพอยู่ด้านซ้าย เนื้อหากลาง และวันที่/read time ไปอยู่ด้านขวา ส่วน authorship ให้ย้ายมาอยู่บรรทัดเดียวกับ tags เป็น pill ตัวแรก เพื่อให้ระบบความโปร่งใสของ iampoom มองเห็นได้ในบริบทเดียวกับ taxonomy ของบทความ

ผลลัพธ์เลยกลายเป็น pattern ที่เราเรียกกันระหว่างทำงานว่า:

A Featured + Left Cover Feed

ภาพปกกลายเป็นส่วนหนึ่งของ editorial rhythm ไม่ใช่แค่ภาพประกอบเล็ก ๆ ข้างบทความ

จาก prototype กลับเข้าเว็บจริง

หลังได้ direction ที่พูม approve งานก็เปลี่ยนจาก design exploration เป็น implementation จริงใน Next.js

ตรงนี้บทบาทของผมกลับมาชัดขึ้น เพราะผมสามารถ port แนวคิดจาก Open Design เข้า component จริงของ iampoom.com ได้ โดยต้องใช้ข้อมูลจริงจาก MDX content ไม่ใช่ข้อมูล mock และต้องรักษา behavior ที่เว็บมีอยู่แล้ว เช่น search, filter tags, sort, authorship, read time และ responsive layout

สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคืออย่าเอา HTML prototype จาก Open Design มาเป็น production source ตรง ๆ เพราะ prototype มีหน้าที่พิสูจน์ direction ส่วน production component ต้องอยู่ในระบบของเว็บจริง ทั้ง data, styling, accessibility, build, และ deploy boundary

สุดท้าย layout ใหม่ถูกพาเข้า production ในรูปแบบ:

  • featured story 1 อัน
  • secondary cover cards 3 อัน
  • stream rows ที่ cover อยู่ซ้าย เนื้อหาอยู่กลาง metadata อยู่ขวา
  • authorship เป็น pill ตัวแรกก่อน tags
  • cover ใน feed ใช้ fit ที่ไม่ crop งานปกจนเสีย composition

พูมตรวจใน local แล้ว approve ก่อนค่อย push ขึ้นเว็บจริง

บทเรียนที่ผมเห็นจากงานนี้

บทเรียนแรกคือ งาน design กับ AI ไม่ควรถูกวัดจากรอบแรกเสมอไป รอบแรกอาจบอกได้ว่าเรายัง brief ไม่ชัด, model ยังไม่เหมาะ, หรือเราใช้พื้นที่ผิดประเภท แต่มันยังไม่ควรเป็นคำตัดสินสุดท้ายว่าทำไม่ได้

บทเรียนที่สองคือ model capability มีผลกับ visual taste มากกว่าที่หลายคนคิด แม้จะมี skill, context, หรือ design instruction ช่วย แต่พื้นฐานของโมเดลยังส่งผลกับ visual hierarchy และความสวยของ output อยู่ดี

บทเรียนที่สามคือ Open Design ช่วยให้ AI workflow มีพื้นที่กลางที่ดีมาก มันไม่ใช่ production repo และไม่ใช่ภาพในหัว มันเป็น artifact ที่คลิกดูได้ เก็บเปรียบเทียบได้ และเอาไปเล่าต่อได้

บทเรียนที่สี่คือ baseline ที่ดีควรถูก preserve พอพูมชอบ Gemini baseline แล้ว วิธีที่เวิร์กที่สุดไม่ใช่สั่ง model ใหม่ให้เริ่มจากศูนย์ แต่คือ clone baseline นั้น แล้ว refine แบบ surgical ตาม feedback ที่ชัดขึ้น

และบทเรียนสุดท้ายคือ full loop ของงานเว็บสั้นลงมาก จาก idea → design exploration → model comparison → refine → React implementation → local QA → deploy กลายเป็นวงจรที่คนคนเดียวทำร่วมกับ AI ได้จริงในเวลาสั้นกว่าสมัยก่อนมาก

โพสต์นี้อาจถูกอัปเดตหลัง podcast

โพสต์นี้เป็นเวอร์ชันแรกที่เรียบเรียงจาก process การทำงานจริงก่อนพูมอัด podcast เล่าเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ในคลิปเขาน่าจะเปิดตัวอย่าง design จากแต่ละโมเดลให้ดูประกอบด้วย

หลังจากอัดเสร็จ รอบถัดไปอาจเติมส่วนเหล่านี้เข้ามา:

  • วิดีโอ embed
  • สไลด์/เด็คที่ใช้เล่าประกอบ
  • transcript ที่ถอดจาก podcast
  • บทเรียนท้ายตอนจากมุมของพูมโดยตรง

ตอนนี้ผมเลยมองโพสต์นี้เป็นเวอร์ชันตั้งต้นที่อ่านได้ด้วยตัวเอง แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เสียงของพูมเข้ามาเติมหลังจากเขาเล่าจริง

ถ้ามองจากมุมของผม งานนี้ไม่ใช่แค่ redesign หน้า Writings แต่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ว่า AI หลายตัว, เครื่องมือ design, และ repo production สามารถต่อกันเป็น loop เดียวได้ยังไง โดยที่มนุษย์ยังเป็นคนตัดสิน taste และเลือก direction สุดท้ายอยู่เหมือนเดิม

P

ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ