back to writings
#AI#tools#reflectionHybrid2026-07-30·11 min read

ผมเอา AI มาช่วยทำ Podcast อย่างไรบ้าง - ตั้งแต่ Setup ยัน Publish

ผมเอา AI มาช่วยทำ Podcast อย่างไรบ้าง - ตั้งแต่ Setup ยัน Publish

ตั้งแต่มี AI เข้ามา ผมรู้สึกว่าตัวเองอยากทำคอนเทนต์บ่อยขึ้นเยอะ ทั้งที่แต่ก่อนมีเรื่องอยากเล่าเต็มไปหมด แต่ก็ขี้เกียจ — ขี้เกียจทำสไลด์ ขี้เกียจเตรียมนู่นนี่ ทุกอย่างที่ไม่ใช่ "การเล่า" พอมี AI มาช่วย ชีวิตมันสบายขึ้นเยอะ

Podcast ตอนนี้ผมเลยพาไปดูเบื้องหลังว่า กว่าจะเป็น Podcast หนึ่งตอน ผมเอา AI มาช่วยตรงไหนบ้าง ตั้งแต่ Setup อุปกรณ์และไอเดียในหัว จนออกมาเป็นตอนที่เผยแพร่ โดยยกตอน "ให้ AI สรุปงานเป็น HTML" ที่เพิ่งทำไปเป็นตัวอย่างหลัก

ผมเอา AI มาช่วยทำ Podcast อย่างไรบ้าง - ตั้งแต่ Setup ยัน Publish
📺 อ่านหรือดูก็ได้

บทความนี้เรียบเรียงจากสิ่งที่ผมเล่าใน Podcast ด้านบน เนื้อหาและความเห็นทั้งหมดมาจากประสบการณ์ทำจริงของผม ส่วน AI ช่วยถอดเสียง แก้คำที่ถอดผิด และจัดโครงให้อ่านง่ายขึ้น

ภาพรวม: 12 ขั้นตอน

ถ้าสรุปกระบวนการทำ Podcast หนึ่งตอนของผม มันมีประมาณ 12 ขั้นตอน แบ่งเป็นสองช่วงใหญ่ ๆ คือ ก่อนอัด (เตรียมเนื้อหา ทำสไลด์) กับ หลังอัด (ตัดต่อ ทำปก ถอดเสียง เขียนบทความ เผยแพร่) แต่ละจุดผมเอา AI มาช่วยไม่เหมือนกัน

ตั้งค่าครั้งแรก: ให้ AI เซ็ต OBS ให้หมด

ตอนเริ่มทำ Podcast ครั้งแรก ผมไม่รู้เลยว่าต้องใช้โปรแกรมอะไร ผมเลยปรึกษา AI — ใช้ Codex คู่กับ Claude Code — จนได้ OBS มาเป็นตัวหลัก แล้วให้มันช่วยตั้งค่าให้หมด ตั้งแต่ไมโครโฟน ความละเอียดหน้าจอ เฟรมเรต ไปจนถึงย่านความถี่เสียง เช็กว่าเสียงแตกไหม ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง

พวกนี้ถ้าตั้งเอง หูเราไม่ได้เก่งขนาดจับได้หมด แต่ AI ช่วยเซ็ตให้ได้ครบ วิธีของผมคือไปดูช่องที่ทำ Podcast แล้วรู้สึกว่าเสียงและภาพดี เอามาเป็น reference แล้วคุยกับ AI จนได้ค่าที่ลงตัว พอเซ็ตครั้งแรกเสร็จ ส่วนใหญ่ก็ใช้ยาวได้เลย รวมถึง Intro สั้น ๆ 5 วินาที ที่ผมให้ AI ช่วยทำ (ใช้ Hyperframe)

แต่ละตอน: จากไอเดียใน Obsidian สู่ HTML

เวลาผมนึกอะไรออกว่าอยากอัดเรื่องอะไร ผมจะจดไว้ใน Obsidian ก่อน พอจะทำตอนไหน ผมก็เอาโครงที่คิดไว้ส่งให้ AI ช่วยขยายเป็นเนื้อหาที่มีลำดับมากขึ้น

ผมชอบให้มันสรุปออกมาเป็น HTML ยาว ๆ ก่อน เพราะเห็นภาพรวมง่ายว่าจะเล่าอะไร พอเข้าใจเนื้อหาดีแล้วค่อยไปขั้นต่อไป จุดสำคัญคือ แก่นและโครงมาจากผม AI ทำหน้าที่ช่วยเรียบเรียงและตกผลึกร่วมกัน

ทำเป็นสไลด์ 16:9

HTML ยาว ๆ เอาไปอัดยาก ผมเลยให้ AI แปลงเป็นสไลด์ 16:9 ตาม template ที่มีอยู่ (โลโก้ เลขหน้า ฟอนต์ ขนาด) พอเป็นสไลด์ปุ๊บ เล่าง่ายขึ้นเยอะ เวลาตรวจงานผมจะเริ่มตรวจจากสไลด์นี่แหละ ว่าเนื้อหาเรียบร้อยไหม รูปถูกไหม เป็นการปิงปองกับ AI ค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย ๆ

อัด แล้วส่งให้ AI ทำ post-production

การอัดของผมคือรวดเดียวจบ ใน OBS ผมตั้ง scene ไว้หลายแบบ (talking head เห็นหน้าเต็มจอ, screen + camera เห็นสไลด์กับหน้ามุมล่าง, screen อย่างเดียว) แล้วค่อยให้ AI จัดการที่เหลือ

หลังอัด ผมแปลงไฟล์เป็น mp4 แล้วให้ AI ช่วยเต็มที่:

  • ตัด dead air ด้วย auto-editor — อันนี้ฉลาดมาก มันตัดได้หลายระดับ เว้นจังหวะหายใจต่างกัน 0.2 / 0.3 วินาที แล้วบอกด้วยว่าแต่ละระดับความยาวเหลือเท่าไหร่ ผมเลือกอันที่ลงตัวเป็น practice ประจำ มีตอนนึงมันตัดให้ผมสองร้อยกว่าจุด — ถ้าเป็นคนมานั่งตัด จะมีใครเล็งให้ 200 กว่าจุดไหม
  • เลือกไฮไลต์ — AI ไล่ดูทั้งตอนว่าท่อนไหนน่าสนใจ มีคำเด็ดหรือภาพเด่น แล้วคัดมาให้ผมเลือกเปิดคลิป
  • ปรับเสียง — ดังไปหรือเบาไปตรงไหนก็ปรับให้
  • เช็ก privacy — เพราะผมสลับเปิดหน้าจอจริงบ่อย AI จะไปดูว่ามี Address Bar หรือข้อมูลส่วนตัวหลุดไหม แล้วช่วยเบลอหรือเซ็นเซอร์ให้
  • metadata และ chapter — เตรียมมาให้พร้อม

ทำภาพปก YouTube ด้วย AI

ขั้นทำปกนี่ผมยอมรับว่ายังไม่เจอสูตรสำเร็จ สั่งทีไรก็มักไม่ได้ตรงใจรอบเดียว ต้องบรีฟไปเรื่อย ๆ — ฟอนต์ยังไม่ใช่ ข้อความยังไม่ใช่ รูปยังไม่ใช่ — จนกว่าจะลงตัว พอได้แล้วผมก็เอาไปให้ AI เรียนรู้ไว้ว่าแบบนี้คือที่ชอบ รอบหน้าจะง่ายขึ้นนิดนึง

ข้อดีของการใช้ Codex คือมันเข้าถึงไฟล์วิดีโอเราได้ตรง ๆ มันเลยเข้าไปเลือกเฟรมหน้าจากคลิปมาทำปกได้เลย ไม่ต้องให้ AI วาดหน้าเราขึ้นมาใหม่ (ซึ่งไม่เคยเหมือน)

ถอดเสียง แล้วเรียบเรียงเป็นบทความ

ผมไม่ได้เขียนบทความเอง ผมใช้วิธีกลับกัน — อัด Podcast เล่าให้จบก่อน เพราะผมรู้ว่าจะเล่าอะไร เล่าได้เรื่อย ๆ แล้วค่อยให้ AI ถอดเสียงมาเรียบเรียงเป็นบทความลงเว็บ

ตรงนี้มีสองเรื่องที่ต้องแก้: ตัวถอดเสียง (ผม Run Local ด้วย distill-whisper ภาษาไทย) บางทีสะกดคำผิด ผมเลยให้โมเดลที่ฉลาดกว่า (Codex หรือ Claude — Sonnet หรือ Opus) มาเกลาคำและเรียบเรียงประโยคให้ถูกอีกที พอได้ Transcription ที่เรียบร้อย ขั้น Title / Description / Chapter / Tag ก็จะแม่นและเป็นสไตล์เรามาก เพราะมันถอดจากสิ่งที่เราพูดจริง

เผยแพร่ แล้ว backup

ทั้งหมดผมอ่านตรวจก่อนเสมอ พอโอเค — YouTube ผมอัปเอง ส่วนเว็บ iampoom ให้ AI เขียนบทความแนบลิงก์ YouTube แล้วเผยแพร่ให้ พอขึ้นครบ ผมให้ AI Backup ไฟล์ต้นฉบับขึ้น Google Drive แล้วลบในเครื่องเพื่อคืนพื้นที่

สรุป: เราทำอะไร AI ทำอะไร

  • ผม: คิดหัวข้อ วางคอนเซปต์ เล่าจากประสบการณ์จริง ตรวจทุกอย่าง เลือกไฮไลต์ อัดเอง อัป YouTube เอง
  • AI: ค้นข้อมูล เตรียมเนื้อหาเป็น HTML และสไลด์ ตัดต่อ ทำปก ถอดเสียง เขียนบทความ ทำ metadata และ backup

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ AI ช่วยได้แทบทุกกระบวนการ หลายอย่างมันเก่งกว่าคนด้วยซ้ำ (เช่น เช็กเสียงแตก หรือเล็งจุดตัด dead air 200 กว่าจุด) แต่สิ่งที่มันยังขาดคือ ประสบการณ์และรสนิยม — เวลามันทำภาพหรืออะไรมาให้ มันวัด "perfect" จากพิกเซล แต่ตาเราไม่ใช่แบบนั้น เรื่องความสวยงามและรสนิยมเราต้องคุมเอง

และบทเรียนสุดท้าย: เวลาผมปล่อยให้ AI คิดเนื้อหาให้ตั้งแต่ต้น มันมักจะเข้ารกเข้าพง กลายเป็นเนื้อหาที่ไม่ใช่เรา สำหรับผม ไอเดียแก่นหลักต้องมาจากเรา แล้วให้ AI ช่วยเรียบเรียงจากสิ่งที่เราคิด จะดีกว่า

P

ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ