back to writings
#AI#tools#learningHybrid2026-05-31·19 min read

LLM Wiki คืออะไร เอา AI มาช่วยทำ Second Brain ของเรายังไงดี

LLM Wiki คืออะไร เอา AI มาช่วยทำ Second Brain ของเรายังไงดี

ถ้าใครใช้ AI ทำงานเป็นประจำ น่าจะเคยเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน — ทุกครั้งที่เปิดแชทใหม่ เหมือนต้องมาเริ่มเล่าบริบทเดิมให้ AI ฟังใหม่หมด ยิ่งมีหลายงานหลายโปรเจกต์ ก็ยิ่งเสียเวลาไปกับการปูพื้นซ้ำ ๆ

เรื่อง LLM Wiki (หรือที่บางคนเรียกว่าเอา AI มาช่วยทำ Second Brain) เข้ามาช่วยตรงนี้ได้พอดี ผมเลยทำเป็นคลิปเล่าให้ฟัง และด้านล่างมีทั้งคลิป สไลด์ และเวอร์ชันอ่าน เลือกได้ตามสะดวกเลยครับ

LLM Wiki คืออะไร เอา AI มาช่วยทำ Second Brain ของเรายังไงดี — full version

ถ้าอยากดูเป็นสไลด์ทีละหน้า กดเลื่อนดูได้ที่นี่:

สไลด์ประกอบ — กด Prev / Next เพื่อเลื่อน, Present เพื่อดูเต็มจอเปิดสไลด์แบบเต็มหน้า ↗
🤖 เรียบเรียงด้วย AI

เวอร์ชันอ่านด้านล่างนี้ ผมให้ AI ช่วยถอดเสียงจากคลิปแล้วเรียบเรียงเป็นบทความ จากนั้นผมตรวจและปรับเอง (authorship: hybrid) — เนื้อหาและมุมมองทั้งหมดเป็นของผม

ปัญหา: AI ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง

เวลาใช้ AI ทำงาน ถ้าอยากให้มันช่วยได้ดี เราต้องอธิบายบริบทเยอะพอสมควร แล้วทุกครั้งที่เปิดแชทใหม่ ก็เหมือนต้องเริ่มเล่าข้อมูลเดิมใหม่หมด ซึ่งกินเวลากว่าจะทำให้ AI เข้าใจบริบทของเราจริง ๆ

บางทีเราเคยทำงานบางอย่างไว้ในแชทเก่า แต่หาไม่เจอ จนรู้สึกว่าอธิบายใหม่ยังง่ายกว่า พอยิ่งมีหลายงานหลายโปรเจกต์ สุดท้ายก็เสียเวลาไปกับการปูพื้นซ้ำ ๆ — ทำอะไรสักอย่างต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ทุกครั้ง

LLM Wiki คืออะไร

คนที่จุดคอนเซปต์นี้ขึ้นมา (เท่าที่ผมเข้าใจ น่าจะเป็นคนแรกที่เสนอ) คือ Andrej Karpathy — เขาเป็นหนึ่งใน co-founder ของ OpenAI ที่สร้าง ChatGPT และล่าสุดจากข่าวที่ผมเห็น เขาน่าจะย้ายไปร่วมกับ Anthropic แล้ว เป็นคนที่เก่งและลึกมากในเรื่อง AI

คอนเซปต์ของ LLM Wiki คือ แทนที่เราจะทำงานหรือคุยกับ AI แล้วปล่อยให้มันจบไปในแชทนั้น ๆ เราพยายามสกัดความรู้และข้อมูลสำคัญออกมาเก็บสะสมไว้ ให้เป็นบริบทหรือคลังความรู้ส่วนตัวของเรา

เพื่อที่เวลาเริ่มงานใหม่ในแชทอื่น เราไม่ต้องเสียเวลาอธิบายจากศูนย์ทุกครั้ง เพราะ AI เข้าไปอ่านข้อมูลของเราเอง ทำความเข้าใจ แล้วเริ่มช่วยงานได้เร็วขึ้น มันเหมือนเราทำงานเสร็จ ถอดบทเรียนเก็บไว้ แล้วต่อยอดไปเรื่อย ๆ แทนที่จะต้องสร้างความรู้ให้ AI ใหม่ทุกที

แล้ว Second Brain คืออะไร

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องการสร้าง Second Brain หรือ "สมองที่สอง" ซึ่งช่วยให้เราจดจำและทำงานกับข้อมูลได้ดีขึ้น เป็นคอนเซปต์จากหนังสือ Building a Second Brain ของ Tiago Forte — แนวคิดคือทำยังไงให้เรามีคลังข้อมูลส่วนตัวที่ไว้ใจได้ ผ่านเทคนิคการจดบันทึก

เดิมที Second Brain พัฒนามาจากการจดโน้ตด้วยเครื่องมือต่าง ๆ — ส่วนตัวผมก็จดผ่านโน้ตในมือถือหรือใน Notion พอยุคที่มี AI เข้ามาช่วยเยอะ ๆ LLM Wiki เลยเข้ามาเชื่อมกับ Second Brain พอดี: มันคือการเอา AI มาเป็นผู้ช่วยทำ Second Brain ให้เรา — สองเรื่องนี้ต่อยอดกันได้ดีมาก

ถ้าอยากเริ่มทำ ควรเริ่มยังไง

สำหรับคนที่ใช้ AI อยู่แล้ว โดยเฉพาะพวก Agentic AI ที่สร้างไฟล์หรือควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ ถ้าอยากเริ่มทำ LLM Wiki ของตัวเอง ผมมองว่ามีขั้นตอนง่าย ๆ แบบนี้:

  1. เริ่มเล็กที่สุด — สร้างไฟล์ Markdown ไฟล์เดียวในโฟลเดอร์เดียว ให้ AI ค่อย ๆ ช่วยสร้าง ใส่เรื่องที่เราต้องอธิบาย AI บ่อย ๆ (เราทำงานอะไร ตำแหน่งอะไร บริบทที่มักต้องบอกซ้ำ)
  2. อัปเดตตอนใช้งานจริง — พอทำงานเสร็จแต่ละโปรเจกต์ ลองถาม AI ว่า "จากที่คุยกันมา มีอะไรที่ควรสรุปเป็น Key Learning ไหม" แล้วค่อยให้มันอัปเดตลงในไฟล์
  3. โตทีละนิด — พอทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไฟล์จะค่อย ๆ สะสมความรู้ของเราและโตตามการใช้งานจริง

หลายคนพอพูดถึง LLM Wiki / Second Brain มักอยากให้มันมีข้อมูลครบพร้อมในทีเดียว จริง ๆ ไม่จำเป็นเลย ปล่อยให้มันค่อย ๆ โตตามความจำเป็น มีประสิทธิภาพกว่า

ผมต่อยอดเป็น iamBrain ของตัวเอง

ผมชอบคอนเซปต์ LLM Wiki มาก และมีหลายแนวคิดที่รู้สึกว่าน่าเอามาต่อยอด เลยพัฒนาเป็นวิธีการของตัวเอง เรียกเล่น ๆ ว่า iamBrain — เป็นคลัง LLM Wiki + Second Brain ส่วนตัวที่สร้างให้เหมาะกับการใช้งานจริงของผม ขอแชร์ให้ฟังเผื่อเป็นไอเดียให้แต่ละคนเอาไปประยุกต์เป็นแบบของตัวเองได้

ด้วยความที่มีหลายงานหลายโปรเจกต์ ไอเดียคือทำยังไงให้เริ่มงานได้เร็วขึ้น วิธีหนึ่งคือจดสิ่งต่าง ๆ เป็น Markdown ไว้ แล้วทำให้มันง่ายขึ้นด้วยการทำเป็น Jump Start — พอจะใช้ ก็ให้ AI เข้าไปอ่านไฟล์นั้น เข้าใจสิ่งที่เราต้องการ แล้วเริ่มทำงานได้ทันที เช่น ผมตามข่าว AI อยู่เรื่อย ๆ เลยทำ Jump Start สำหรับ "วิเคราะห์บทความว่าเหมาะกับงานเราไหม" ไว้ เปิดแชทใหม่ส่ง Jump Start ให้ มันก็วิเคราะห์ในแบบที่ผมต้องการได้เลย

ย้อนไปตอนเริ่มสร้าง iamBrain

ผมเคยเขียนบทความตอนเริ่มสร้าง iamBrain ใหม่ ๆ (ตอนนั้นทำงานร่วมกับ AI โดยใช้ Opus 4.7 แล้วให้มันสรุปตกผลึกวิธีการทำงานออกมา) ขอเล่าตามนั้นเป็นเฟส ๆ:

  • เริ่มที่ "ไฟล์" ไม่ใช่ "เครื่องมือ" — เริ่มจากไฟล์ Markdown ก่อน ผมโชคดีที่จดข้อมูลใน Obsidian (ซึ่งเป็น Markdown อยู่แล้ว) เลยมีคลังไฟล์เป็นตัวตั้งต้นอยู่ระดับหนึ่ง
  • เอา AI เข้ามาช่วย — ตอนแรกใช้ Antigravity (ลักษณะเดียวกับ Claude Code / Codex) ให้มันเริ่มทำ Index ของไฟล์ว่ามีกี่เรื่อง อะไรบ้าง แล้วค่อย ๆ สะสมเพิ่ม
  • วางโครงสร้าง — แยกเป็น Project / Domain และมี Inbox (เวลาจะจดอะไร ไม่ต้องคิดเยอะว่าจะเก็บที่ไหน โยนลง Inbox ก่อน) ส่วน file-naming กับ schema ปล่อยให้ AI ช่วยจัด เพราะมันถนัดกว่า
  • ทำ manual ก่อน automate — เพราะคลังนี้จะเป็นความรู้ระยะยาวที่ AI อ้างอิงตลอด เราจึงไม่ควรปล่อยให้ AI อัปเดตเองทั้งหมดโดยไม่ผ่านการรีวิว ควรมีเราคัดกรองก่อนว่าอะไรสำคัญพอจะเข้าคลัง

สิ่งที่ iamBrain พัฒนาเพิ่ม

บทความที่ว่าเขียนไว้ตั้งแต่ราวเดือนเมษายน ตั้งแต่นั้นผมพัฒนา iamBrain ต่อมาตลอด มีเทคนิคที่คิดว่าดีและอยากเล่าให้ฟัง:

  • สรุปเป็น HTML ให้อ่านง่ายขึ้น — แทนที่จะไล่อ่าน Markdown ที่เป็น text เราอ่านเหมือนอ่านบนเว็บ ง่ายกว่ามาก
  • ทำเป็น Skill ที่ AI jump-start ได้ — เวอร์ชันแรกผมใช้วิธีทำ prompt สำเร็จรูปยาว ๆ แล้ว copy-paste เข้าแต่ละแชท พอมันลงตัวแล้ว ผมเอาไปทำเป็น skill "iamBrain jump start" — เปิดแชท บอกว่าอยากคุยเรื่องอะไร AI ก็โหลด skill ไปค้น iamBrain แล้วเริ่มงานได้เลย
  • เลิกทำ Automation — ตอนแรกผมวางระบบให้มันอัปเดตเองอัตโนมัติ (ตั้ง schedule เช็คทุกชั่วโมง) แต่พอทำไปสักพักเริ่มรู้สึกว่ามัน "มั่ว" — ข้อมูลที่ถูกสกัดไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากเก็บจริง ๆ เลยเลิก แล้วเปลี่ยนเป็น trigger เป็นครั้ง ๆ เวลาเจอเรื่องที่รู้สึกว่า "อันนี้สำคัญ ควรจด" แทน
  • เปลี่ยนวิธีอัปเดต — ใช้สองแชทช่วยกัน — แชทที่ทำงานจริงในโปรเจกต์นั้นมีบริบทครบสมบูรณ์ที่สุด เลยให้มันเป็นคนเริ่มสกัด Key Learning + ร่าง update ก่อน แล้วผมมีอีกแชทที่ดูแล iamBrain โดยเฉพาะ คอยรับช่วงตรวจว่าโอเคไหมที่จะ promote เข้าไป + เก็บรายละเอียดให้ครบ

คำถามที่คนน่าจะสงสัย

ผมให้ AI ช่วยคิดว่าคนน่าจะถามอะไรบ้าง แล้วตอบไว้ตามนี้:

ต่างจาก Notion / Obsidian / โน้ตที่ใช้อยู่ยังไง?

สำหรับ Obsidian มันต่อยอดกันได้เลย เพราะทำงานเป็น Markdown ส่วน Notion ใช้ได้เหมือนกัน แต่มันออนไลน์/ผ่านบราวเซอร์ ทำให้ AI เข้าไปช่วยงานได้ยุ่งยากกว่า ขณะที่ LLM Wiki ที่เป็น Markdown อยู่ในเครื่อง AI ทำงานด้วยได้คล่องกว่า

ข้อมูลส่วนตัว/งานลับ ปลอดภัยไหม?

ถ้าทำเป็น Markdown ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในคอมพิวเตอร์เราอยู่แล้ว ไม่ได้ไปไหน และเรื่องที่เป็นความลับจริง ๆ เราก็ไม่ควรเอามาจดและไม่ควรให้ AI เข้าถึงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในแง่ความเป็นส่วนตัวก็ปลอดภัยระดับหนึ่ง

ใช้กับ AI ตัวไหนได้บ้าง ผูกกับเจ้าเดียวไหม?

ไม่ผูกเลย ของผมเองเอา AI แทบทุกเจ้าใหญ่มาช่วยกัน — Gemini เคยมาช่วยจด, Opus 4.7/4.8, ChatGPT ก็เคยมาช่วย เพราะสุดท้ายมันคือไฟล์ Markdown ที่เราเป็นเจ้าของ เราแค่ให้ AI มาช่วยจด ช่วยทำให้เป็นระบบ

ต้องเขียนโค้ดเก่ง / รู้ technical ไหม?

ไม่จำเป็นเลย ไม่ต้องเขียนโค้ด ถ้ารู้เรื่อง technical หรือดิจิทัลบ้างก็ช่วยให้สั่งงาน AI ง่ายขึ้น แต่ต่อให้ไม่รู้ ถ้าเราอธิบายสิ่งที่ต้องการได้ชัดเจน AI ก็ช่วยงานเราได้อยู่ดี

ทำไมไม่ปล่อยให้มันอัปเดตเอง?

เพราะพออัปเดตเองแล้วมันค่อนข้างไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากให้ตกผลึกหรือจดบันทึกจริง ๆ เลยเลือกอัปเดตแบบ trigger เป็นครั้ง ๆ ดีกว่า

ต้องลงแรงดูแลเยอะไหม จะเลิกกลางคันไหม?

ข้อนี้สำคัญที่สุด และจริง ๆ ไม่เกี่ยวกับ AI โดยตรง ปัญหาคลาสสิกของคนทำ Second Brain ตั้งแต่ก่อนมี AI คือ จดไปถึงจุดหนึ่งแล้วขี้เกียจ หรือข้อมูลเยอะเกินจัดการไม่ไหว สุดท้ายก็พักไป พอมี AI เข้ามาช่วย การดูแลให้มันโตง่ายขึ้นเยอะ เพราะสั่งให้ AI ช่วยทำได้ ส่วนจะเลิกกลางคันไหม — แล้วแต่จริง ๆ ไม่มีผิดมีถูก ถ้างานเราเป็นงานใหม่ตลอด บริบทไม่เคยซ้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้

สรุป

LLM Wiki / Second Brain + AI เข้ามาช่วยใน 2 เรื่องหลัก คือ ประหยัดเวลา และ ทำให้ AI เข้าใจบริบทเราจริง ๆ

ทุกคนเข้าถึง AI ได้เหมือนกัน — สิ่งที่ทำให้คำตอบของเราต่างจากคนอื่น คือ "บริบท" ที่เราให้มัน

ถ้าเราถามหรือให้ข้อมูลแบบเดียวกับคนอื่น คุณภาพคำตอบก็คงไม่ต่างจากคนอื่น แต่ถ้าเราให้บริบทเกี่ยวกับงานเราได้มากและตรง คำแนะนำของ AI ก็ยิ่งตรงกับการใช้งานของเรา คุณภาพงานที่ได้ก็สูงขึ้น

ส่วนถ้าอยากเริ่ม — เริ่มง่าย ๆ ไฟล์เดียวก็พอ ค่อย ๆ สะสมบริบทไป เดี๋ยวทั้งหมดมันจะค่อย ๆ ดีของมันเองตามธรรมชาติ พอเราใช้ AI ไปนาน ๆ

ถ้าใครชอบ หรือมีอะไรอยากถามอยากคุย มาเม้นมาคุยกันได้นะครับ เดี๋ยววันหลังอาจจะทำคลิปอื่น ๆ ต่อ — ขอบคุณที่อ่านมาจนจบครับ

P

ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ