iampoom.com Podcast · 16:9 slide deck
Text
Track P2 · controlled 16:9 slide deck

AI ทำให้พัฒนาความรู้เร็วขึ้น 10 เท่า

โครงสไลด์สำหรับเล่าสด — คุณพูมกำหนดเนื้อหาพูดเอง เด็คนี้เป็นแค่ scaffold ให้ navigate ตามลำดับที่วางไว้ ไม่ใช่สคริปต์

draft · rev 4 Presenter: Khun Poom Audience: peer learners ที่สนใจ AI + ทดลองใช้เหมือนกัน Date: 2026-07-01 Slides: 14
01 / 14 · Cover

AI ทำให้พัฒนาความรู้เร็วขึ้น 10 เท่า

จริงไหม? — ผมเล่าให้ฟัง

02 / 14 · Agenda

ในตอนนี้จะเล่าอะไรบ้าง

  • Hook + จุดยืน — ทำไมอยากเล่าเรื่องนี้
  • ประสบการณ์ตัวเอง — พัฒนาความรู้เยอะกว่า 10 ปีรวมกัน
  • งานวิจัยที่เกี่ยวกับ AI — ทั้งฝั่งกังวลและฝั่งสนับสนุน
  • ทำไมรู้สึกพัฒนาเร็วขึ้น 10 เท่า — สาเหตุที่สังเกตเห็นด้วยตัวเอง
  • วิธีพัฒนาความรู้เรื่อง AI ของตัวเอง — practical how-to
03 / 14 · Hook

ทำไมผมอยากเล่าเรื่องนี้

ตั้งแต่ใช้ AI รู้สึกว่าพัฒนาตัวเองมาได้เยอะมาก เร็วขึ้นมาก — แต่ก็มีข่าวบทความหลายอันบอกว่ายิ่งใช้ AI แล้วจะโง่ลง เลยหาข้อมูลเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง

  • ออกตัวก่อน: อยู่ฝั่งที่รู้สึกว่าใช้ AI แล้วฉลาดขึ้น เพราะเอามาช่วยได้หลายอย่าง
Section 01

ประสบการณ์ตัวเอง

พัฒนาความรู้เยอะกว่า 10 ปีที่ผ่านมารวมกัน

05 / 14 · ประสบการณ์ตัวเอง

สิ่งที่ AI ช่วยให้ทำได้ในระดับ 10 เท่า

คนเดียวทำไม่ได้ เขียนโปรแกรม · ทำ Dashboard

ทำหลายอย่างที่ตัวเองคงไม่มีวันทำเองคนเดียวได้แน่ๆ

เวลาเป็นปี → หลักวัน งานที่ปกติใช้เวลาเป็นปี

เสร็จแบบในหลักวัน

1 คน + AI Skill set ของคนหลาย 10 ตำแหน่ง

มาทำได้ด้วยตัวคนเดียว + AI

2× ถึง 10× ความเร็วงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ไม่รู้ว่าทำอย่างไรในระดับกลไก แต่รู้ว่า AI ช่วยเราได้จริง

ไม่ได้รู้ว่าทำอย่างไร แต่รู้ว่า AI ช่วยเราได้ และเข้าใจว่ามันน่าจะมีทางทำได้ทุกเรื่อง

Section 02

งานวิจัยที่เกี่ยวกับ AI

07 / 14 · ฝั่งกังวล — การศึกษาที่ 1

MIT Media Lab (2025, preprint)

ทดสอบการเขียนเรียงความของอาสาสมัคร 54 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม — ใช้ ChatGPT ช่วยเขียน, ใช้ search engine ค้นเอง, และเขียนด้วยตัวเองล้วนๆ — ทำต่อเนื่องหลาย session ผลที่ตรวจสอบแล้วยืนยันได้: กลุ่มที่ใช้ ChatGPT รายงานความรู้สึกเป็นเจ้าของงานเขียนต่ำที่สุดในทั้ง 3 กลุ่ม และเมื่อให้ย้อนกลับมาอ้างอิงเนื้อหาที่ตัวเองเพิ่งเขียนไปไม่กี่นาทีก่อน มีถึง 83% ที่ทำไม่ได้ เทียบกับกลุ่มอื่นที่ทำไม่ได้เพียง ~11%

ข้อควรระวัง: claim ที่ดังที่สุดของสตัดี้นี้ (เรื่องคลื่นสมอง EEG ที่บอกว่าสมองทำงานน้อยลงเป็นลำดับขั้น) ไม่ผ่านการตรวจสอบ adversarial verification — กลุ่มตัวอย่างเล็ก (54 คน เหลือ 18 คนในรอบสุดท้าย) และมีบทความวิชาการโต้แย้ง methodology ภายหลัง ยังเป็น preprint ไม่ใช่ผลสรุปที่แน่ชัด

แหล่งอ้างอิง: media.mit.edu/your-brain-on-chatgpt · arxiv.org/abs/2506.08872

08 / 14 · ฝั่งกังวล — การศึกษาที่ 2

Microsoft + CMU (CHI 2025, peer-reviewed)

งานวิจัยนี้ต่างจาก MIT ตรงที่ผ่าน peer review แล้ว — ตีพิมพ์ในงาน CHI 2025 ซึ่งเป็นงานประชุมวิชาการ human-computer interaction ระดับ top ทีมวิจัยสำรวจ knowledge worker จริง 319 คน และวิเคราะห์ตัวอย่างการใช้ Generative AI ในการทำงานจริง 936 ครั้ง พบว่ายิ่งคนเชื่อใจ/มั่นใจในความสามารถของ AI มากเท่าไหร่ ยิ่งใช้ critical thinking น้อยลงเท่านั้น — แต่คนที่มั่นใจในความเชี่ยวชาญของตัวเองสูง กลับใช้ critical thinking มากขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับ AI

ข้อมูลนี้เป็น correlational (ความสัมพันธ์) ไม่ใช่การพิสูจน์เชิงเหตุ-ผลโดยตรง แต่เป็นหลักฐานที่แข็งแรงที่สุดของฝั่งนี้ในชุดนี้ — sample ใหญ่ มาจากงานจริง ผ่าน peer review แล้ว

แหล่งอ้างอิง: dl.acm.org/10.1145/3706598.3713778 · microsoft.com/research (CHI 2025)

09 / 14 · ฝั่งสนับสนุน — การศึกษาที่ 1

World Bank / Stanford (2025, RCT)

เป็น randomized controlled trial (RCT) ซึ่งเป็นรูปแบบวิจัยที่แข็งแรงที่สุดในการพิสูจน์เหตุ-ผล ทีมวิจัยจาก World Bank และ Stanford ให้นักเรียนมัธยมต้นปีแรก ~800 คน จาก 9 โรงเรียนในเมือง Benin City ประเทศไนจีเรีย ใช้ AI tutoring ด้วย GPT-4 (ผ่าน Microsoft Copilot) เป็นติวเตอร์หลังเลิกเรียน ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ โดยมีครูดูแลระหว่าง session ผลคือกลุ่มที่ได้ใช้ AI tutoring มี learning gain รวม 0.31 SD (0.23 SD เฉพาะภาษาอังกฤษ) เทียบเท่าการเรียนปกติ 1.5-2 ปีการศึกษา ดีกว่า 80% ของ RCT การศึกษาที่เคยทำในประเทศกำลังพัฒนา ใช้งบเพียง ~$48 ต่อนักเรียน 1 คน

ข้อจำกัด: ทดลองระยะสั้นแค่ 6 สัปดาห์ บริบทเดียว (รัฐเดียวในไนจีเรีย) และเป็น session ที่มีครูควบคุมดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้นักเรียนใช้ AI อย่างอิสระ

แหล่งอ้างอิง: documents.worldbank.org/.../099548105192529324

10 / 14 · ฝั่งสนับสนุน — การศึกษาที่ 2

Noy & Zhang, MIT (2023, Science)

เป็น RCT ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ทีมวิจัยจาก MIT ให้คนทำงานที่จบปริญญา 453 คน ทำงานเขียนระดับมืออาชีพเฉพาะสายอาชีพจริง (เช่น press release, รายงานสั้น, อีเมลเชิงธุรกิจ) แล้วสุ่มให้ครึ่งหนึ่งได้ใช้ ChatGPT ช่วย ผลคือกลุ่มที่ใช้ ChatGPT ทำงานเสร็จเร็วขึ้น 40% และคุณภาพงาน (ให้ผู้ประเมินอิสระให้คะแนน) สูงขึ้น 18% — และที่สอดคล้องกับงาน World Bank คือ คนที่ทักษะเดิมต่ำกว่าได้ประโยชน์มากกว่า ทำให้ช่องว่างฝีมือระหว่างคนแคบลง (skill-leveling)

ข้อจำกัด: เป็นงานเขียนในสภาพแวดล้อมทดลอง (งานสั้น มีเวลาจำกัด) ไม่ใช่ผลงานในงานจริงระยะยาว แต่จุดแข็งคือเป็น RCT ที่ผ่าน peer review ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับ Science

แหล่งอ้างอิง: science.org/10.1126/science.adh2586 · pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37440646

11 / 14 · ฝั่งสนับสนุน — การศึกษาที่ 3

Otis et al. (2024, Harvard/Berkeley)

งานภาคสนามกับผู้ประกอบการรายย่อยในเคนยา 640 คน สุ่มให้ครึ่งหนึ่งได้ใช้ที่ปรึกษาธุรกิจ AI (GPT-4) ผ่าน WhatsApp — จุดต่างจากงานอื่นคือ AI ไม่ได้ช่วยทุกคนเท่ากัน คนที่ทำธุรกิจเก่งอยู่แล้ว (high performers) ผลงานดีขึ้นราว 15% แต่คนที่ยังทำได้ไม่ดี (low performers) กลับแย่ลงเกือบ 10% ช่องว่างระหว่างสองกลุ่มถ่างออกราว 0.25 SD

กลไกที่น่าสนใจ: ทั้งสองกลุ่มถาม AI และได้คำแนะนำใกล้เคียงกัน — ความต่างอยู่ที่คนเก่งมี "วิจารณญาณเลือกหยิบคำแนะนำที่ใช่มาทำ" ส่วนคนอ่อนหยิบผิด · ต่างจาก World Bank / Noy & Zhang ที่ AI ช่วยคนอ่อนมากกว่า (skill-leveling) — Otis ชี้ว่าในงานที่ต้อง "ตัดสินใจเองว่าจะเชื่อ AI แค่ไหน" AI จะขยายพลังคนที่เก่งอยู่แล้ว เหมือน multiplier · (ยังเป็น working paper)

แหล่งอ้างอิง: hbs.edu (working paper 24-042) · ssrn.com/abstract=4671369

11 / 14 · เหตุผล

ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาได้เร็วขึ้นเป็น 10 เท่า

  • ไม่ต้อง skim อ่านเอง แต่อ่านจากสิ่งที่ AI ค้นหาและสรุปมาได้ และ cross-check ความถูกต้องได้ตรงจุดมากขึ้น
  • เอาสิ่งที่อ่านมาตกผลึกกับ AI ที่รู้จักตัวเรา บอกได้ว่าเข้ากับเรามั้ย
  • ได้คำตอบด่วนทันที แล้วเอาเวลาไปโฟกัสทำความเข้าใจแบบไม่กดดัน
  • ลองผิดลองถูกเร็วมาก — เช่น ความสวยของ dashboard หรือให้ AI ออกแบบ+ทดสอบเรื่อง technical ให้เลย
  • Multi-task มีประสิทธิภาพขึ้นเยอะ จากการมีเป้าหมาย/direction ชัดเจน
  • ความคิด flow ต่อเนื่อง อารมณ์ไม่ติดขัด
  • รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าค่อยๆ โฟกัสไปเรื่อยๆ
12 / 14 · Practical how-to

วิธีพัฒนาความรู้เรื่อง AI ของตัวเอง

  • เจออะไรตรงสนใจก็เก็บไว้อ่าน — ข่าว AI ไวมาก
  • หา official source ตรงๆ หรือตามคนที่อธิบายเข้าใจง่าย
  • คุยกับ AI ของตัวเอง ที่รู้จักบริบทเรา
  • หลายอย่างต้องลงมือทดสอบเองจริงๆ ถึงจะเข้าใจ
  • เรียนแบบมีโจทย์ — อยากแก้ปัญหาอะไรให้ตัวเอง
  • ค่า AI subscription ถูกมากเทียบกับ value — ไม่ต้องเสียดายเงิน
13 / 14 · Close

ขอบคุณที่ฟังจนจบครับ

ถ้าใครชอบ หรืออยากถามอะไร มาชวนคุยได้นะครับ