back to writings
#AIHybrid2026-04-18·28 min read

10 คำแนะนำสำหรับคนที่อยากใช้ AI ช่วยยกระดับการทำงานตัวเอง

10 คำแนะนำสำหรับคนที่อยากใช้ AI ช่วยยกระดับการทำงานตัวเอง

โพสต์นี้อยากแชร์แนวคิดให้สำหรับคนที่รู้สึกว่าสนใจ AI และอยากใช้มาช่วยงานตนเองได้เยอะๆ มากขึ้น

สรุป 10 ข้อ

  1. ทำไมถึงควรศึกษาและใช้ AI — ถ้าไม่ใช้ worst case เลยเราคือคนที่จะถูกไล่ออกและไม่มีงานทำ, ถ้ามีงานทำก็ไม่ได้มี value สูง, เพราะงาน value สูงล้วนมี AI เป็นเบื้องหลังไปหมดแล้ว

  2. เริ่มต้นยังไงดี ศึกษาจากไหนดี — มันมีเยอะไปหมดจนเริ่มต้นไม่ถูก ถ้าไม่เคยใช้แชท ให้ลองคุยแบบ chat ดูก่อน ถ้าเคยคุยแชทแล้ว อยากให้มาลองใช้ Agentic AI เลย จะเป็นทางลัดสุดในการเปิดโลก

  3. เริ่มใช้ AI พวกประเภท Agentic — เช่น Cowork, Antigravity, Codex App, Claude Code

  4. AI ช่วยอะไรได้บ้าง — ได้ทุกอย่างที่ทำผ่าน computer ได้ ขึ้นอยู่กับจินตนาการแล้ว

  5. จินตนาการกว้างแค่ไหน อยู่ที่รู้ use case เยอะแค่ไหน — อยากรู้ use case กว้างๆ ให้อ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ที่อัพเดตใหม่ๆทุกวัน

  6. เวลาให้ AI ช่วยงาน — บอกผลลัพธ์ว่าอยากได้อะไร แล้วบอกให้มันแนะนำวิธีการให้ที ว่าคุณช่วยอะไรได้บ้าง

  7. คิดแบบ AI First — ให้คิดว่ามันมี AI ตัวที่ช่วยงานนี้ได้แน่ๆ แค่เรานึกไม่ออก และไม่มีความรู้ เพราะงั้นย้อนไปที่เลยต้องลองถาม

  8. ต้องลองใช้กับงานจริง — อ่านอย่างเดียวมันจะไม่เป็น ต้องเอางานจริงที่ทำประจำอยู่มาลองทำไปเลย บังคับตัวเองให้ใช้ AI ทำแทน

  9. ลงทุนใช้ AI แบบจ่ายเงิน — มองเป็น Productivity ส่วนตัว ไม่ต้องรอออฟฟิศออกเงินให้ เราจ่ายเพื่อประหยัดเวลาตัวเราเอง มันคุ้มทันที

  10. ตัวพูมเองใช้อะไรหลักๆบ้างตอนนี้:

    • Agentic AI: Antigravity, Codex, Claude code, Cursor, VS Code
    • Claw: OpenClaw, Hermes
    • Design: notebooklm, Canva
    • Tool: Speechify, VS Code, Cursor, Paperclip, Kilo, Obsidian, ฯลฯ
    • Voice: Wisprflow
    • Subscription: Gemini 4,700 บาท/เดือน, ChatGPT Pro $100/m, Claude Max $100/m, Model จีนต่างๆ ~5,000 บาท/เดือน, AI จิปาถะ ~2,000 บาท/เดือน

และนี่คือคลิปขยายความ 10 ข้อนี้ที่ผมอัดไว้:

10 คำแนะนำสำหรับคนที่อยากใช้ AI ยกระดับการทำงาน — version full 21 นาที
📹 ขยายความจากวิดีโอ — AI ช่วยเรียบเรียง

ส่วนต่อจากนี้คือเล่ารายละเอียดเพิ่มของแต่ละข้อด้านบน — ใครชอบฟังคลิปดูได้จาก video ด้านบน ส่วนเนื้อหาด้านล่างคือ transcript ที่ AI ช่วยถอดเสียง + เรียบเรียงเป็นข้อความให้อ่าน คำพูดทั้งหมดเป็นของผม แต่การจัดโครงสร้าง / clean ทรานสคริปต์ AI ช่วยทำให้

1. ทำไมเราถึงควรศึกษาและใช้ AI

หลักๆ เลยตอนนี้ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงเห็นว่าเรื่อง AI มันมีอัพเดตใหม่ๆ ทุกวัน แล้วเราก็มีข่าวเยอะมากว่า AI มันจะมาแย่งงานคน มันจะมาแทนที่คน

ในมุมส่วนตัวผมก็รู้สึกว่ามันก็คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ คิดแบบง่ายๆ คือว่าตอนนี้ AI ช่วยงานได้เยอะมาก ซึ่งถ้าเราอยากจะเป็นคนที่ก้าวหน้าในงาน โดยเฉพาะในงานประจำ มันต้องมีคนที่ใช้ได้เป็น ใช้ได้เก่ง และมี Productivity ที่ดีกว่าเรา

ต่อไปในอนาคต องค์กรส่วนใหญ่ก็ต้องปรับตัว รับพนักงานที่เก่ง บวกใช้ AI เป็น มันก็คงยังมีบริษัทที่อาจจะไม่ได้โฟกัสเรื่อง AI เยอะ แต่ถามว่าผลตอบแทนเงินเดือนหรืออะไร มันจะได้เยอะไปด้วยมั้ย — ผมคิดว่าไม่ เพราะถ้าบริษัทจะให้เงินเดือนสูงๆ ได้ เขาก็ต้องคาดหวังว่ามี Productivity สูงๆ

เช่นเดียวกันในทางนี้ ต่อไปทุกบริษัทต้องใช้ AI อยู่แล้ว แล้วคนที่ไม่ได้มีสกิลนี้ มันก็จะแข่งยากไปโดยปริยาย

2. เริ่มต้นยังไงดี ศึกษาที่ไหนดี

พอเราคิดว่าอยากรู้เรื่อง AI แล้ว เราจะเริ่มต้นยังไง ศึกษาที่ไหน?

ส่วนตัวผมตามข่าวเรื่อง AI อ่านอัพเดตทุกวันแล้วก็ใช้ทุกวัน อาจเป็นเพราะงานของผมมันเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าเป็นในมุมแบบทั่วๆ ไป ผมแนะนำว่าให้ตามเพจที่เขาอาจจะสรุปมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพจที่เกี่ยวข้องกับการตลาด เกี่ยวข้องกับ AI เพราะอย่างน้อยข้อมูลพวกตรงนี้มันทำให้เราตามเรื่อง AI ได้ทัน

ถ้าจะมีหลักๆ มันก็มีไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่ประเภทที่เราควรรู้ บางคนอาจจะเคยใช้ ChatGPT ใช้ Gemini พวกนี้จะเป็นพวกตระกูลแชต แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากแนะนำเลยคือ อยากให้เราเริ่มใช้ AI ที่เป็นประเภท Agentic AI

มันมีหลายค่าย ถ้าดังที่สุดที่เป็นกระแสเยอะมากก่อนหน้านี้ก็จะเป็นตัว Claude Code ของ Anthropic ซึ่งแบบนี้มันมีทุกค่ายเลย ถ้าเป็นของ OpenAI ที่ใช้ ChatGPT ก็จะชื่อ Codex App แล้วก็ถ้าเป็นของฝั่ง Gemini ก็มี Google Antigravity — พวกนี้เป็นตระกูลเดียวกันหมด

3. Agentic AI คืออะไร

ขออธิบายเพิ่มนิดนึง เพราะบางคนอาจจะยังไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร

ถ้าเป็น AI ปกติพวกที่เป็นประเภทแชต เวลาเราถามมันไป อย่าง ChatGPT หรือ Gemini เราก็จะได้คำตอบเป็นข้อความ สมมติเรามีเอกสารใน Word แล้วอยากให้มันช่วยตรวจคำผิด ChatGPT มันก็จะบอกเราว่าได้เลย แล้วมันก็ไปเช็คคำที่ผิดให้ บอกเราว่าถ้าจะไปแก้เอกสาร เราต้องไปแก้ตรงไหน

อันนี้คือ AI ที่เป็นแบบแชต

แต่ Agentic AI มันจะเป็น AI ประเภทที่สามารถจัดการไฟล์ แก้ไฟล์ให้ได้ หรือทำงานอะไรที่เกี่ยวกับไฟล์ต่างๆ ในคอมของเราได้เลย สมมติในกรณีเดียวกัน ถ้าเรามีไฟล์ Word แล้วอยากให้เช็คคำถูกผิด แทนที่มันจะบอกเราว่าผิดอยู่ตรงไหนแล้วให้เราแก้เอง — ถ้าเป็น Codex หรือ Agentic AI มันจะถามเราแทนว่า "ให้ช่วยแก้ให้เลยมั้ย"

ทั้งการทำงานด้วย AI ตอนนี้มันเลยจะเปลี่ยนไปหมดเลย ถ้าเราใช้พวกที่เป็น Agentic AI เพราะพอเริ่มใช้งานปุ๊บเราจะรู้เลยว่ามันช่วยงานเราได้เยอะมาก จากการที่มันเข้าไปแก้ไฟล์ จัดการไฟล์ได้โดยตรง เขียนโค้ด หรือทำโน่นทำนี่ให้ได้

ในมุมของคนทั่วไป เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปรับรู้ว่ามันเขียนโค้ดอยู่ เพราะในมุมของคนทำงานจริงๆ เราคาดหวังผลลัพธ์มากกว่าว่ามันช่วยเราออกมาได้เป็นแบบไหน กระบวนการข้างในว่ามันจะไปแก้ไฟล์โดยตรง สร้างโปรแกรม เขียนโค้ด — มันก็อีกเรื่องหนึ่ง

ใจความหลักคืออยากให้ลองมาใช้พวก Agentic AI ดู มีหลายตัว: ถ้าชอบ ChatGPT ก็ใช้ Codex App / ถ้าชอบฝั่ง Anthropic ก็มี Claude Code / ถ้าเป็น Gemini ของฝั่ง Google ตอนนี้ก็มี Google Antigravity — แต่ละตัวมันก็มีจุดเด่นแตกต่างกัน

4. AI ช่วยอะไรได้บ้าง

ถ้าเราใช้พวก AI ที่เป็นประเภท Agentic AI ต้องบอกว่ามันแทบจะทำได้ทุกอย่างที่ทำผ่านคอมพิวเตอร์ได้

มันทำได้ตั้งแต่ แก้ไฟล์ จัดการไฟล์ — ไฟล์ที่เป็น Word, PowerPoint, ไฟล์ Text, เขียนโค้ด, สร้างเว็บไซต์, สร้างโปรแกรม — ได้หมดเลย

ถ้าถามว่ามันช่วยอะไรเราได้บ้าง — เราอยากให้มันช่วยอะไร ถ้าเราจินตนาการออก มี AI ที่สามารถช่วยได้แน่นอน เพราะงั้นมันจะขึ้นอยู่กับว่าเรารู้เยอะขนาดไหนว่ามีตัวไหนทำอะไรได้บ้าง

5. รู้ Use Case เยอะๆ จะช่วยได้มาก

จากข้อ 4 นำมาสู่คำแนะนำข้อที่ 5 — ถ้าเราเริ่มรู้ Use Case เยอะๆ ของ AI มันจะทำให้เรามีต่อมเอ๊ะว่า "งานที่เราอยากให้ AI มาช่วย เอา AI ตัวไหนมาช่วยได้บ้าง"

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราติดตามข่าว AI เรื่อยๆ พอผ่านตามาบ้าง เราจะพอรู้หลายๆ ตัวที่มีความสามารถช่วยงานเรา เช่น สมมติวันนี้อยากให้ AI ช่วยทำสไลด์ มันจะมี NotebookLM ที่สร้างมาเพื่อสไลด์โดยเฉพาะ หรือ Claude Code ที่สร้าง PowerPoint ได้

ถ้าต้องการให้ AI ช่วยจัดเอกสารหรือไฟล์ในเครื่อง — พวก Claude Code, Antigravity, Codex App ทำได้หมด หรือบางคนเคยได้ยินว่า AI เดี๋ยวนี้แต่งเพลงได้ก็มี Suno

หลักสำคัญคือเราต้องอ่าน Use Case เยอะๆ ถ้าเราไม่ได้อ่านมาเยอะ อีกวิธีคือ ถาม AI ตรงๆ เลยว่า "เราอยากให้มันช่วยเรื่องนี้ มี AI หรือ Tool ไหนที่เข้ามาช่วยได้"

6. วิธีสั่งงาน AI ให้ช่วยได้ตรงจุด

AI ด้วยความที่มันเวลาเราสั่งอะไรไป มันจะพยายามทำมาให้ตอบโจทย์เราอยู่แล้ว แล้วบางทีมันก็อาจจะไม่ได้ถามข้อมูลเพิ่ม เพราะว่ามันก็จะพยายามอิงว่าเราสั่งอะไรไป มันก็ทำให้ตามนั้น

แต่เทคนิคหนึ่งที่ทำให้ AI ช่วยงานเราได้ตรงจุดมากขึ้นคือ อธิบายมันเยอะๆ บริบท อธิบายมันเหมือนเรากำลังอธิบายคนในทีม อธิบายลูกน้อง อธิบายลูกค้า

ยกตัวอย่าง สมมติเราอยากให้มันทำ presentation สักเรื่องหนึ่งที่จะไปนำเสนอ เราอาจจะไม่ได้บอกแค่ "ช่วยทำ slide หรือ presentation นี้ให้หน่อย" แต่เราอาจจะต้องให้ข้อมูลมันเยอะขึ้นนิดนึง อย่างเช่น:

  • ตอนนี้กำลังทำ presentation เรื่องนึงที่จะไปนำเสนอลูกค้า
  • ลูกค้าคือบริษัทอะไร
  • ข้อความหลักที่อยากให้อยู่ใน slide
  • ต้องการนำเสนอเรื่องอะไร เน้นเรื่องอะไร
  • ข้อมูลของบริษัทเรา ทีมเรา หรืออะไรที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลพวกนี้เป็นประโยชน์และสำคัญมาก เพราะมันทำให้ AI เวลาให้คำแนะนำหรือทำงานออกมา ตรงกับการใช้งานของเรามากขึ้น แตกต่างจากการบอก AI แค่ทำสไลด์ธรรมดา ซึ่งมันจะคิดแบบ general มากๆ และอาจจะไม่ตรงโจทย์งานที่อยากให้ช่วยจริงๆ

7. คิดแบบ AI First

ขยายความข้อ 6 ต่อ — คิดแบบ AI First หมายถึงว่า ก่อนที่เราจะทำงานอะไรก็ตามแต่ ให้เราเริ่มตั้งคำถามเลยตั้งแต่แรกก่อนว่า "งานนี้มันเอา AI มาช่วยได้หรือเปล่า" หรือว่า "มันเอามาช่วยยังไงได้บ้าง"

พอเราคิดแบบ AI First มันจะเปลี่ยนวิธีการทำงานหมดเลย คือแทนที่เราจะใช้เวลาเริ่มต้นทำหรือคิดเอง เราต้องมองว่า AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยที่มีศักยภาพได้อย่างไรบ้าง

สมมติเราอยากเตรียมงานพรีเซนต์อันหนึ่ง เรายังไม่รู้ว่าจะเอา AI มาช่วยตรงไหนได้ — แต่คิดแบบ AI First คือบอก AI ไปก่อนเลยว่า "ตอนนี้ผมกำลังอยากเตรียม presentation ไปนำเสนอ ผมไม่แน่ใจว่าคุณช่วยงานอะไรผมได้บ้าง ลองแนะนำหน่อย"

สิ่งที่ AI จะช่วยได้ บางทีมันจะลิสต์มาให้ตั้งแต่เริ่มต้นยันจบเลยเป็นกระบวนการ:

  • ถ้าจะเตรียม presentation → ต้องเริ่มวางแผนก่อน (มันช่วยวางแผนได้)
  • พอวางแผนเสร็จ → ต้องเอาเนื้อหาไปทำเป็นสไลด์ (มันแนะนำเครื่องมือทำสไลด์ได้ หรือทำสไลด์ให้ได้)
  • ทำสไลด์เสร็จ → ต้องไปพรีเซนต์ลูกค้า (มันร่าง talking points ได้)

สิ่งนี้จะช่วยร่นระยะเวลาเลย เพราะมันช่วยแตกกระบวนการของงานออกมาได้ละเอียดยิ่งขึ้นว่ามันน่าจะมีฟอร์ม มีขั้นตอนยังไงบ้าง พอเรามาอ่านสิ่งที่ AI ช่วยตั้งต้นมาให้ส่วนหนึ่ง หน้าที่ของเราก็คือดูว่ามันครอบคลุมมั้ย หรือมีอะไรที่ควรคิดต่อ

8. ต้องลองใช้กับงานจริง

บางทีเราตามข่าวเรื่อง AI อ่าน คดลอง — แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันอาจจะยังไม่พอ ถ้าเราอ่านอย่างเดียวแล้วลองเทสแบบเข้าๆ ผมรู้สึกว่าตอนเราทดลองเฉยๆ ไม่ได้ใช้กับงาน มันจะยังไม่เข้าใจ มันจะเหมือนไม่อิน

คำแนะนำคือ เราต้องลองใช้กับงานจริงๆ ของเราดู

เอางานที่ทำอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้แหละมา ซึ่งอาจจะเอาจากงานที่เรารู้ว่าต้องทำซ้ำๆ บ่อยๆ ก่อนก็ได้ เพราะงานพวกประเภทที่ทำซ้ำๆ บ่อยๆ แล้วยิ่งมีแพทเทิร์น มี routine ยิ่งเป็นงานที่ AI สามารถเข้ามาช่วยและทำแทนได้แน่นอน

พอเอางานจริงมาทดสอบ พยายามบังคับตัวเองให้ใช้ AI ในการทำงาน เวลาจะสั่งหรือถามให้ AI ช่วย เราจะสั่งมันได้อย่างชัดเจน เพราะเรารู้กระบวนการที่ต้องทำเป็นอย่างดี เนื่องจากเราใช้เวลาคลุกคลีกับมันเยอะ

ในขณะเดียวกัน พอเราสั่ง AI ไปแล้ว AI ทำงานมาให้ เราก็ยังมีความสามารถมากพอที่จะ ตรวจงาน AI ได้ด้วยว่า ที่มันทำเรียกว่าดีหรือไม่ดี เวิร์คหรือไม่เวิร์ค — แบบดีกว่าปกติ หรือดีถึงแบบที่เราทำด้วยตัวเองได้หรือเปล่า

ถ้าเราใช้งานมันได้และตรวจงานมันได้ เราจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนเลยว่ามันช่วยงานเราได้จริง หรือมันช่วยลดเวลาทำงานเราได้จริง

9. ลงทุนใช้ AI แบบจ่ายเงิน — มองเป็น Productivity ส่วนตัว

ตอนนี้ AI แต่ละตัว ส่วนใหญ่ยังเป็นใช้ฟรีแบบมีข้อจำกัด อาจจะเป็นจำกัดจำนวนครั้ง จำกัด token หรือจำกัดในบางฟีเจอร์ บางฟีเจอร์ของตัวฟรีอาจจะยังไม่ได้เข้าถึงแก่นของ AI ตัวนั้น

ยกตัวอย่าง ถ้าอยากลอง Agentic AI ของฝั่ง Anthropic อยากใช้ Claude Code — ตัวฟรีไม่มีให้ใช้ คุยได้อย่างเดียว และคุยได้อย่างเดียวก็ไม่มีโมเดลตัว Opus ที่เป็นรุ่น 4.7 ซึ่งเก่งและฉลาดมาก

แต่ถ้าอยากรู้ว่า AI แต่ละตัวจริงๆ ทำอะไรได้ ช่วยงานเราได้มากแค่ไหน มันอาจจะต้องลงทุนจ่ายเงิน — ผมเลยอยากแนะนำว่า ให้มองเรื่องการจ่ายเงินให้ AI เป็น Productivity ส่วนตัวไปเลย

หลายๆ คนบางทีอยากทดลอง AI แต่ไม่อยากจ่ายเงินตัวเอง ไม่อยากออกเงินเอง AI บางตัวคิดเงินประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณเกือบ 700 บาท เพราะอาจจะรู้สึกว่ามันมีเยอะไปหมด เราจะไปคาดหวังว่า office จะซื้อมาให้เราใช้ก่อน บางทีเขาซื้อมาก็อาจจะไม่ได้เป็นตัวที่เราอยากใช้

ลงทุนใช้ AI เพื่อตัวเอง มองว่าเป็น Productivity ส่วนตัว — เครื่องเร่งที่ทำให้เราเข้าใจเร็วและเก่งเร็วขึ้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ เราลงทุนใช้ ChatGPT ก็ได้ สมัครเดือนละ 700 เป็น ChatGPT Plus ใช้งาน Codex ได้เต็มที่ บางทีเราใช้งานมันแค่กี่ชั่วโมง อาจจะรู้ว่ามันประหยัดเวลาทำงานเราไปได้เป็นอาทิตย์เลย ตีเป็นเงินเดือน อาทิตย์หนึ่ง — เป็นเงินหลายพันหลายหมื่นแล้วก็ได้ จากการลงทุนแค่ประมาณ 700 บาทครั้งเดียว

และที่เราได้อย่างอื่นคือ ความรู้ ความเข้าใจ ความอินกับ AI มากขึ้น พวกนี้มันกลายเป็นทักษะเราไปด้วย

10. ตัวผมใช้ AI อะไรในการทำงานบ้าง

ปิดท้ายด้วยรายการที่ผมใช้จริงตอนนี้:

สำหรับคุย Chat

ส่วนใหญ่อยู่บน ChatGPT เพราะตอนนี้มี ChatGPT 5.4 ที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างฉลาดรอบด้านและคุยได้แบบไม่จำกัด

Agentic AI

  • หลักคือ Codex (ChatGPT 5.4) สมัครเป็น Package Pro เดือนละ $100 — ใช้ได้เยอะมากในแต่ละอาทิตย์ ตอบโจทย์แทบทุกงาน
  • Antigravity (ของ Google) ก่อนหน้านี้ใช้เพราะมีทั้ง Opus 4.6 และ Gemini Pro 3.1 อยู่ในนั้นด้วย แต่ละตัวมีความเก่งไม่เหมือนกัน
  • Claude Code มีโมเดลตัว Opus 4.7 ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าฉลาดที่สุดในโลกตอนนี้ — ถ้าเป็นเรื่องวางแผนหรือคิดอะไรลึกซึ้ง Opus 4.7 จะค่อนข้างเก่งกว่าตัวอื่นค่อนข้างมาก

โมเดลอื่นๆ

ของ Gem ส่วนใหญ่จ่ายเป็นแพ็คเกจเหมาจ่ายแล้วถูกกว่า มี GLM ที่ฉลาดใช้ได้เยอะ แล้วก็ MiniMax M2.7 ที่ฉลาดใช้ได้เยอะเหมือนกัน ผมเอามารันกับพวก Open frameworks

Tools เฉพาะทาง

  • ทำสไลด์ → ใช้ NotebookLM + Canvas ช่วยกัน
  • เจน Infographic หรือทำรูปภาพ → ใช้ Gemini กับ Nanobanana
  • AI ประเภทเสียง:
    • Wisprflow สั่งการด้วยเสียง — Speech-to-text พูดอะไรเป็นไทยมันก็พิมพ์ลงไปที่ keyboard ของแอปนั้นให้เลย ใช้ได้ทั้งมือถือและคอม
    • Speechify แปลง Text ให้กลายเป็นเสียงได้ — บางบทความหรือ content ผมเขียนแล้วอยากให้มันฟังเป็นเสียง ทำเป็น podcast ได้ ก็เอาไปแปลงเป็น Speechify มาอ่านสคริปต์ให้ ซึ่งสคริปต์ที่มันอ่านมา ผมเอาเสียงของผมไปเทรนอีกทีนึง ตัวเสียงที่ออกมาก็จะเป็นเหมือนเสียงของเราเอง
  • Obsidian เอาไว้จดโน้ต

ประมาณนี้ครับ ก็ครบหมด 10 ข้อ ถ้าใครชอบอะไรหรืออยากให้เล่าเรื่องอะไรก็บอกได้ครับ

P

ยิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ AI ก็ยิ่งอินเลยเอามาทดลองใช้ในงานและกับหลายๆเรื่อง ถ้าเห็นว่าอะไรน่าสนใจเลยอยากมาเขียนแชร์เก็บไว้ครับ